อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ตรรก คิดคำนวณด้วยการสุ่มเดาเอา
การสุ่มเดานี้ มีความเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้ง่ายเหมือนการเดินทาง ถ้าไปด้วยการสุ่มเดาจะมีการหลงทางได้ง่าย จะกลับเข้าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นยาก หรืองานทุกประเภท ถ้าทำด้วยการสุ่มเดา จะมีการทำที่ผิดพลาดนั้นสูง จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามเดิมก็ยากที่จะแก้ได้นี้ฉันใด การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ความละเอียดอ่อน ถ้าสุ่มเดาในการปฏิบัติถูกก็โชคดีไป ถ้าสุ่มเดาผิดการปฏิบัติก็จะมีผลที่ผิดเกิดขึ้น ถ้าเข้าใจผิดคิดว่าปฏิบัติถูก ก็จะเกิดความเห็นผิดโดยไม่รู้ตัว เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของใจโดยตรง ส่วนกายวาจาเพียงเป็นอุบายประกอบเท่านั้น ข้อสำคัญคือใจที่เป็นศูนย์รวมให้แก่หมวดธรรมทั้งหลาย จึงเรียกว่าใจเป็นใหญ่เป็นประธาน การศึกษาธรรมต้องรู้จักในหมวดธรรมให้ชัดเจนว่า ธรรมหมวดไหนปฏิบัติแล้วให้ผลเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติไปแบบสุ่มเดา โดยไม่เข้าใจในธรรม ปฏิบัติผิดก็ไม่รู้ปฏิบัติถูกก็ไม่รู้ จะไม่เกิดผลดีแก่ตัวเราแต่อย่างไร
ธรรมหมวดใดที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่าไม่ถูกต้องให้พากันละ พวกเราก็ต้องละธรรมหมวดหมวดใดพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ให้พากันปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญ เราก็พากันปฏิบัติในธรรมหมวดนั้นๆ ให้เกิดความเจริญแก่ตัวเรายิ่งๆ ขึ้นไป มิใช่ว่าจะพากันพิจารณาปฏิบัติกันแบบสุ่มเดา อาจจะเข้าใจผิดไปว่า ธรรมนี้พระพุทธเจ้าให้ละ แต่เรากลับไปทำให้มากขึ้น หมวดธรรมนี้พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ให้พากันเจริญมากขึ้น แต่ก็พากันละธรรมหมวดนั้นเสีย ถ้าเป็นในลักษณะนี้ จะไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด เหมือนกับการรับเหมางานก่อสร้างอาคารต่างๆ ถ้าคิดราคาประมูลแบบสุ่มเดา ผู้รับเหมามีแต่จะขาดทุน การคำนวณน้ำหนักของอาคารแบบสุ่มเดา ฐานรองรับน้ำหนักของอาคารแบบสุ่มเดา ใส่เหล็กไม่ได้มาตรฐาน อาคารก็ทรงตัวไม่อยู่ จะทำให้เกิดการทรุดตัวพังทลายไปตามๆ กันนี้ฉันใด การปฏิบัติธรรมด้วยการสุ่มเดา จะเอาความถูกต้องที่ชัดเจนไม่ได้เลย ธรรมปลอมก็ไม่รู้ ธรรมจริงก็ไม่เข้าใจ การปฏิบัติจะให้เข้าาถึงซึ่งมรรคผลนิพพานนั้นก็ต้องผิดหวังกันไป
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ธัมมวิจยะ การเลือกเฟ้นหาหมวดธรรมที่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้หมวดธรรมที่ถูกต้องมาปฏิบัติ ก็จะเกิดผลดีที่ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสนิทใจ ในยุคนี้ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะเป็นในลักษณะแบบสุ่มเดา เหมือนคนตาบอกทำงานต้องลูกคลำไปมา เมื่อหาจุดไม่ได้ก็พากันสุ่มเดากันไป ใจก็เกิดความสงสัยลังเลไม่รู้ว่าตัวเองปฏิบัติผิดหรือถูก เกิดความไม่แน่ใจในหมวดธรรมนั้นๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการปฏิบัติรูปแบบใด จับต้นชนปลายเกิดความสับสน ไม่แน่ใจในการปฏิบัตของตัวเอง ในที่สุดก็คือการปฏิบัติแบบสุ่มเดา เอาหลักธรรมที่แน่นอนไม่ได้ ปฏิบัติไปแบบสุ่มเดากันไป แบบไม่มีจุดหมายปลายทาง พากันไปถามหลวงพ่อหลวงตาบอกทางให้ ถ้าถามถูกองค์ที่รู้จริงเห็นจริงในสัจธรรมที่ถูกต้อง ถือว่าท่านผู้นั้นมีความโชคดีไป ถ้าถามถูกองค์ที่กำลังหลงทางสุ่มเดาเหมือนกับเรา รับรองว่าหลวงพ่อจะเป็นผู้ได้เปรียบ ถามธรรมหมวดไหน หลวงพ่อก็ตอบได้หมดไม่มีคำว่า หลวงพ่อไม่รู้ไม่เข้าใจ กำลังหลงทางสุ่มเดาเหมือนโยมนั้นแหละ จะไม่มีคำอย่างนี้อย่างเด็ดขาด หลวงพ่อจะไม่ยอมเสียโง่ให้กับใครๆ ทั้งนั้นจะต้องแสดงท่าทีลีลาออมา เหมือนักบว่าตัวเองมีความรู้จริงเห็นจริงในธรรมทันที ที่พูดกันอยู่เสมอว่า บอดจูงบอดไปไม่รอด เพราะตาบอดจูงกัน ฉะนั้น คำว่า ตรรก ถ้าหมายถึงคิดแบบสุ่มเดา จะเอาความถูกต้องชอบธรรมอย่างสนิทใจมาจากที่ไหน ในยุคนี้สมัยนี้อยู่ในช่วงบั้นปลายของพระพุทธศาสนา จะหาครูอาจารย์องค์ที่ท่านปฏิบัติดีมีความสามารถ และมีคุณธรรมพอจะหาได้ ถ้าหากเรามีสติปัญญา แสวงหาครูอาจารย์ที่ปฏิบัติมีความชอบธรรม จะหาท่านองค์นั้นได้โดยไม่เหลือวิสัย
การสุ่มเดาถือว่าเป็นความเสี่ยงเป็นทั้งผิดและถูกเรียกได้ว่าถูกน้อยผิดมาก เฉพาะเรื่องมรรคผลนิพพานเป็นสถานที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ไปมาก่อนว่า มรรคผลนิพพานเป็นอย่างนี้ ส่วนอุบายแนวทางที่จะปฏิบัติเพื่อให้ถึงจุดนั้นจะมีการเริ่มต้นจากอุบายวิธีในการปฏิบัติอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจก็จะพากันสุ่มเดา เรียกว่าปฏิบัติแบบสุ่มเดาเพราะคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้เป็นจำนวณ เพราะจริตนิสัยของคนในยุคนั้น มีความแตกต่างกัน พระองค์จึงมีอุบายในธรรม ที่มีความแตกต่างไม่เหมือนกัน เมื่อเอามารวมกันไว้ในที่เดียวกันจึงเป็นพระธรรมคำสอนของพระองค์จำนวนมาก ถ้าผู้ฉลาดมีสติปัญญา จะเอาหมวดธรรมมาปฏิบัติ ให้ถูกกับจริตนิสัยของตัวเราไม่ยากเลย จะไม่มีการสุ่มเดาให้เสียเวลา ฉะนั้นเราต้องศึกษาจริตนิสัยของตัวเราให้รู้ว่า เรามีจริตนิสัยอะไร เมื่อมารู้มาเข้าใจในจริตนิสัยของตัวแล้ว ก็คัดจัดสรรหาหมวดธรรมมาปฏิบัติให้มีความต่อเนื่องกัน อีกไม่นานผลของการีปฏิบัติ ก็จะเกิดขึ้นที่ตัวเราเอง เหมือนกับคนป่วยกินยาถูกกับโรคกินไปไม่นานโรคก็จะหายไป ไม่เหมือนคนป่วยกินยาแบบสุ่มเดา กินยาหมดไปไม่รู้ว่ากี่ตัวกี่ชนิด โรคก็ไม่หายไปได้ นี้ก็เพราะกินยาแบบสุ่มเดา นี้ฉันใดการปฏิบัติธรรมแบบสุ่มเดา จะไม่เข้าถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้เลย
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ข้อที่ ๔.อย่าเชื่อเพียงสักว่า อ้างมาจากตำราหรือคำภีร์
อย่าเชื่อเพียงสักว่า อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์
เป็นพุทธพจน์อีกข้อหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณหยั่งรู้เรื่องศาสนาของพระองค์ว่า เมื่อบั้นปลายศาสนาของพระองค์จะมีผู้เขียนตำราอ้างไปว่า นี้เป็นคำสอนของเราตถาคตขึ้นมา แต่ละตำราจะมีความแตกต่างกันออกไป ใครมีความเห็นอย่างไรก็ตีความไปอย่างนั้น และเขียนเป็นตำราออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ละตำราจะเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ในบางตำราจะไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด ในบางตำราก็มีความถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อพุทธบริษัทนำไปปฏิบัติ ก็จะให้ผลเป็นไปในมรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง มีทั้งพระและฆราวาสเขียนตำราขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เมื่อตำราไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ที่นำไปศึกษาก็เกิดความสับสน จับต้นชนปลายไม่เข้าใจเลยว่า ตำราไหนผิดตำราไหนถูก แต่ละตำราก็อ้างอิงว่า เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ผู้อ่านที่มีสติปัญญาน้อยก็ปักใจเชื่อไปว่าตำรานี้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด เพราะถือว่าตำราคัมภีร์นี้เป็นของเก่าแก่ ไม่กล้าที่จะแก้ไขเพิ่มเติม นักปราชญ์ยุคใหม่ได้เขียนตำราออกมา แล้วนำไปอบรมสั่งสอนต่อๆกันไป ส่วนมากจะเน้นหนักในวิธีทำสมาธิเพื่อให้จิตมีความสงบ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น ที่ผู้เขียนตำราหรืออบรมสั่งสอนกันอยู่นั้น แสดงว่าไม่ได้อ่านประวัติเดิมของพระพุทธเจ้าเลย ในครั้งนั้นพระองค์ได้ไปฝึกสมาธิกับดาบสทั้งสองอยู่นานร่วมปี พระองค์ก็ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นแต่อย่างใด จากนี้ไปให้เราอ่านพุทธประวัติให้ดี มีเหตุผลในการอ่านให้เข้าใจ
พระพุทธองค์ได้สร้างบารมีมาด้วยปัญญาธิกะ พระองค์มีปัญญาพร้อมแล้วอย่างสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อพระองค์ทำสมาธิอยู่กับดาบสทั้งสองนั้น พระองค์ก็ทำให้จิตมีความสงบอย่างเต็มที่ ไม่มีประวัติว่าปัญญาได้เกิดจากความสงบของสมาธิแต่อย่างใด ที่เขียนตำราไปและสอนกันไปอย่างไร้เหตุผล หากมีคนถามว่า เหตุใดท่านจึงสอนเช่นนี้ ก็จะตอบว่า ตำราเขียนไว้อย่างนี้ในทันที หากมีคำถามอีกว่า ตำรานั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็จะตอบไปว่า ไม่รู้ นี้คือสอนกันไปโดยไม่รับผิดชอบ ทำให้ชาวพุทธมีจำนวนมากเกิดความเข้าใจผิดในคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากทีเดียว ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ศาสนาของเราตถาคตจะเสื่อมก็เพราะพุทธบริษัททำให้เสื่อม ศาสนาของเราตถาคตจะมีความเจริญก็เพราะพุทธบริษัททำให้เจริญ ในยุคนี้สมัยนี้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงหรือเจริญขึ้น ให้เราพิจารณาตัวเองว่า เราเป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมหรือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ ให้เราสังเกตดูตัวเราเองว่าใจเรามีความหนักแน่นหรือไม่หนักแน่นในพระพุทธศาสนาเพียงใด ในตำราคัมภีร์ที่เราอ่าน เราต้องอ่านด้วยเหตุและผล มีสติปัญญาในการอ่าน วิจัย วิเคราะห์ ใคร่ครวญ ตรึกตรองให้ดี เพราะทีทั้งหนังสือใหม่และหนังสือเก่า ถ้าอ่านตำราไม่มีปัญญา ก็จะพากันเชื่อแบบงมงายต่อไป
ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อย่าได้เชื่อเพียงสักว่านี้ อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์ ในความหมายนี้มีความชัดเจนมาก ทำไมพวกเราจึงไม่เอามาพิจาณาดูบ้าง พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อโดยผูกขาดในตำราเพียงฝ่ายเดียว พระพุทธองค์ต้องการให้เรามีความมั่นใจในเหตุผลที่เป็นธรรมาธิปไตยมาเป็นหลักประกัน ให้รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญาของเราเอง มิใช่ว่าตำราว่าอย่างไรก็เชื่อกันไปอย่างนั้น หรือครูอาจารย์สอนอย่างไรก็เชื่อไปอย่างนั้น เช่นสอนว่า ทำสมาธิไปเถอะ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเราอ่านประวัติของพระพุทธเจ้าและประวัติของพระอริยสาวกเจ้าทั้งหลายในสมัยครั้งพุทธกาล มีความเข้าใจดีแล้ว จะนำเอาอุบายนั้นไปปฏิบัติจนได้บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลตามกำลังบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ในสถานที่ใดมีพุทธบริษัทได้มาฟังธรรม แล้วพระพุทธเจ้าจะจะยกสัจธรรมที่เป็นจริงขึ้นมาอธิบายให้พุทธบริษัทใช้สติปัญญาพิจารณา ให้รู้เห็นตามหลักความจริงนั้นๆ จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าในขณะนั้น
อุบายธรรมของพระพุทธเจ้าที่นำมาอบรมสั่งสอนนั้น เป็นอุบายให้คนเปลี่ยนความเห็นผิดเป็นจุดแรก เพราะนิสัยเดิมของคนเราเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดในหลักความจริงตลอดมา ฉะนั้นพระองค์จึงมีอุบายสอนให้มีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ให้มีความรู้เห็นที่ถูกต้องชอบธรรม เรียกว่าปัญญาความเห็นชอบ ให้พวกเราได้ศึกษาในหมวดธรรมที่เรียกว่ามรรค ๘ ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในมรรค ๘ นั้น พระองค์จะทรงยกเอาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบเป็นหลักยืนตัวเอาไว้ ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมรวมอยู่ในเท้าช้างเท่านั้น นี้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย หมวดธรรมทั้งหลาย ย่อมมารวมลงในสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบนี้เท่านั้น
ขอให้พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย พากันศึกษาประวัติความเป็นมาของพระอริยเจ้าทั้งหลายในสมัยครั้งพุทธกาลให้เข้าใจ ในครั้งนั้นพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีทั้งห้าเป็นกลุ่มแรก และกลุ่มอื่นๆอีกมากมาย แต่ละกลุ่มพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องของความจริง ความถูกต้องชอบธรรม ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบตามความเป็นจริงก่อนทุกครั้ง แม้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้แก่ฆราวาส พระองค์ก็ต้องแสดงธรรมตามความเป็นจริงก่อนทุกครั้ง ให้ผู้ฟังเปลี่ยนจากความเห็นผิดกลับมาเป็นความเห็นถูก นี้คือจุดยืนถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าต้องการในขั้นเริ่มต้น ถ้าเปลี่ยนความเห็นผิดไม่ได้ ถึงจะแสดงธรรมไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เรียกว่าตัวส่งตัวรับเข้ากันไม่ได้ จึงยากในการอบรมสั่งสอน ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
หลายท่านที่อ่านหนังสือข้าพเจ้าแล้ว มีความเข้าใจว่า หลวงพ่อทูลไม่ได้สอนในวิธีการทำสมาธิ นี่แสดงว่าท่านผู้นั้นอ่านหนังสือหลวงพ่อทูลไม่เข้าใจ เพราะท่านเหล่านี้มีการทำสมาธิเพียงอย่างเดียว เพราะได้รับความรู้มาจากครูผู้สอนมา มีแต่วิธีทำสมาธิเท่านั้น และมีความเชื่อตามครูผู้สอนไปว่า เมื่อจิตมีความสงบดีแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น นี้คือความเห็นสมัยใหม่ ส่วนหลวงพ่อทูลอยากให้คนเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นหลักดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว พระพุทธเจ้าต้องการให้มีปัญญาความเห็นชอบ เมื่อมีปัญญาความเห็นชอบเป็นหลักที่มั่งคงแล้ว การทำสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ ทำให้จิตมีความสงบตั้งมั่นในสมาธิได้เร็ว ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธในการทำสมาธิแต่อย่างใด ใครจะมีคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบตั้งมั่นได้ในระดับไหนก็ทำกันไป เพราะการทำสมาธิจะทำให้เกิดกำลังใจ เพื่อจะเป็นอุบายหนุนปัญญาได้เป็นอย่างดี เรียกว่าสมาธิเสริมปัญญา ให้มีความเฉียบแหลมมากขึ้น ที่ว่าหลวงพ่อทูลปฏิเสธนั้น คือปฏิเสธในคำว่าทำให้เกิดปัญญา นั่นคือ ทำสมาธิจิตมีความสงบดีแล้ว จะไม่ทำให้เกิดปัญญาแต่อย่างใด เพราะพื้นฐานของปัญญาเรายังไม่รู้เรื่องอะไร ถึงจะทำสมาธิมีความสงบได้ก็จะเป็นสมาธิหัวตอ จะต่อเชื่อมโยงไปสู่ปัญญาไม่ได้เลย จะทำสมาธิเพื่อเสริมปัญญาได้ ผู้นั้นต้องฝึกทางปัญญาความเห็นชอบเป็นฐานรองรับไว้ก่อน เมื่อทำสมาธิจิตมีความสงบตั้งมั่นได้แล้ว ก็น้อมไปสู่ปัญญาเชื่อมโยงต่อกันได้เลย จะง่ายต่อการปฏิบัติและมีความก้าวหน้าในทางที่ถูกต้องชอบธรรม
จงศึกษาให้เข้าใจว่า สมถะ วิปัสสนา ทั้งสองนี้เป็นของคู่กัน เป็นอุบายหนุนซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่าปัญญาเสริมสมาธิ สมาธิเสริมปัญญา เพราะนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางท่านใช้ปัญญามากทำสมาธิน้อย บางท่านใช้ปัญญาน้อยทำสมาธิมาก บางท่านใช้ปัญญาและทำสมาธิเสมอกัน เพื่อให้เป็นไปตามนิสัยแต่ละท่าน เพื่อความสะดวกสบายไม่ต้องฝืนนิสัยตัวเอง เช่นผู้มีนิสัยปัญญาวิมุติ จะใช้ปัญญามากกว่าการทำสมาธิ ผู้มีนิสัยเจโตวิมุติ จะใช้สมาธิมากกว่าการใช้ปัญญา การทำสมาธิให้จิตมีความสงบเพียงอย่างเดียว การภาวนาปฏิบัติจะไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด จะวกวนเวียนไปมาอยู่ที่จุดเดิม คือความสงบเหมือนคนพายเรืออยู่ในสระ จะพายเรือวนไปเวียนมาหาทางออกไม่ได้เลย ถึงจะมีประตูเปิดกว้างอยู่ก็ไม่เห็นช่องทางที่จะออกไป หรือเหมือนมีปากกาอยู่ในมือ แต่ไม่มีกระดาษที่จะเขียน หรือมีกระดาษให้เขียน แต่เขียนหนังสือไม่เป็น ปากกากระดาษก็ไม่มีความหมายอะไร
นี้ฉันใด ถึงใจจะมีความสงบอยู่ก็ตาม กำลังใจที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ ก็มีแต่ความยินดีพอใจในความสงบเท่านั้น อีกไม่นานกำลังใจที่เกิดจากสมาธิก็จะเสื่อมไป ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงในสัจธรรมได้เลย เมื่อสมาธิเสื่อมลง ก็นึกคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบอีก แล้วเสื่อมไปอีก วกวนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ จะไม่มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติแต่อย่างใด ขอให้พวกเราได้ศึกษาในหมวดมรรค ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้จัดหมวดหมู่เอาไว้แล้ว เป็นอุบายเปลี่ยนความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดความเข้าใจผิดในหลักความจริง แต่เรามาฝืนความเป็นจริง เพื่อให้ได้ตามที่ใจเราชอบ ถ้าไม่ได้ตามใจที่ต้องการก็จะเกิดความทุกข์ใจ นี้คือความเห็นผิดความเข้าใจผิดในหลักความเป็นจริง
ถ้าความเห็นผิดเป็นต้นเหตุ ก็จะเกิดความคิดผิดตามมา วาจาที่พูด กายที่ทำในสิ่งใด ก็จะเป็นการพูดผิดทำผิดเรื่อยไป ถ้าลบล้างความเห็นผิดให้หมดไปจากใจไม่ได้ เมื่อไปทำสมาธิ กำลังใจที่เกิดขึ้นจากจิตที่สงบก็จะมาบวกกันกับมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดที่มีอยู่เดิมก็จะเกิดเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นที่ใจ จะทำให้เกิดความไม่ปกติ จะมีความเพียรก็เป็นความเพียรที่ผิดปกติ จะมีสติระลึกถึงในสิ่งใดก็ระลึกได้ผิดปกติ จะเกิดมีปัญหาในการภาวนาปฏิบัติที่เป็นผลไม่ปกติเกิดขึ้น ที่พูดกันว่า กรรมฐานแตก หรือเป็นสัญญาวิปลาสภาวนาปฏิบัติเกิดเป็นบ้า ก็เพราะเหตุที่เป็นมิจฉาเดิมไม่ได้แก้ไขนั้นเอง พระพุทธเจ้าจึงให้แก้ไขความเห็นผิดให้หมดไปจากใจ ให้ตั้งหลักสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบตามหลักความเป็นจริงให้มั่นคง คำว่าความเป็นจริงหมายถึงความจริงที่เป็นไปในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้พิจารณาด้วยปัญญารอบรู้สิ่งที่เป็นไปตามไตรลักษณ์นี้อยู่ นั้นคือตั้งหลักสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม
ถ้าตั้งสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบมีความมั่นคงภายในใจแล้ว ความคิดพิจารณาในสิ่งใด ก็มีความคิดที่ถูกต้องชอบธรรม จะพูดในเรื่องอะไร จะทำในสิ่งใด จะหาเลี้ยงชีพอย่างไร ล้วนแล้วแต่มีความชอบธรรม จะมีความเพียรในสิ่งใดก็เป็นความเพียรที่ชอบธรรม สติระลึกในสิ่งใดก็เป็นความระลึกที่ชอบ ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง จะทำสมาธิก็มีความตั้งใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ทั้งหลาย จะเป็นอารมณ์แห่งความรัก อารมณ์แห่งความชัง อารมณ์ที่ชอบใจ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ไม่มีความหวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้นๆ นี้คือปัญญารอบรู้ตามความเป็นจริง จึงไม่มีอารมณ์สิ่งใดมาทำให้ใจเกิดความเห็นผิดไปได้ ฉะนั้นความเห็นผิดและความเห็นถูกทั้งสองนี้ จึงจำเป็นที่เราต้องศึกษาให้ใจได้รู้ว่า ความผิดและความถูกต่างกันอย่างไร แต่ละอย่างให้ผลเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ผิด ก็จะไม่รู้ว่าความถูกเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้จักความชั่ว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาความดีมาจากไหน ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจในตำราและคัมภีร์ที่ผิด จะหาเอาตำราและคัมภีร์ที่ถูกต้องชอบธรรมไม่ได้เช่นกัน
นี่เองที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงหมู่พุทธบริษัทในช่วงบั้นปลายพระพุทธศาสนา ก็หมายถึงยุคของพวกเราในปัจจุบันนี้เอง พวกเราเคยได้อ่านในตำราและคัมภีร์มามากแล้ว จะได้รู้ความแตกต่างกันหลายตำราทีเดียว หรือได้รับฟังวิธีปฏิบัติแต่ละสำนักแต่ละครูอาจารย์ก็มีความแตกต่างกัน พวกเราผู้อ่านจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ว่าตำราไหนผิด คัมภีร์ไหนถูก พวกเราก็พอจะเลือกเอาตำราที่ถูกได้ ถ้าเลือกได้ตำราและคัมภีร์ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เราก็จะได้รับข้อมูลในหมวดธรรมที่เป็นจริง เมื่อนำมาปฏิบัติก็จะได้รับผลถูกต้องตามที่เราต้องการ ถ้าเป็นหนังสือปรัมปราที่พากันเขียนขึ้นด้วยการสุ่มเดา เมื่อเอามาปฏิบัติก็จะเกิดผลที่ไม่ดีตามมา ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าต้องการให้พวกเราพึ่งตัวเอง หมายถึงให้พวกเราได้ฝึกสติปัญญาและแนวความคิดเป็นของตนเอง อย่าลอกเลียนแบบเอาจากตำราหรือเอาความรู้จากผู้อื่นมากนัก เหมือนกับการเขียนกระทู้ธรรม คำเฉลยในกระทู้นั้น ถือว่าเป็นตำราแบบอย่าง เราไม่ควรที่จะเขียนลอกเอาตามคำเฉลยนี้มาเป็นความรู้ของตัวเอง เราต้องฝึกสติปัญญาความรอบรู้เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น จึงจะสมกับคำว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เราต้องฝึกสติปัญญาให้เกิดขึ้นกับใจเราให้ได้
มีนักปราชญ์ท่านให้คติธรรมเอาไว้ว่า การปฏิบัติอย่าทิ้งตำรา และอย่าเอาตามตำรา คำว่าอย่าทิ้งตำราและอย่าเอาตามตำราหมายความว่า ตำรานั้นเป็นต้นแบบตัวอย่าง เป็นหลักอ้างอิงได้เป็นอย่างดี ให้เราพิจารณาตั้งข้อสังเกตว่า ตำราหรือคัมภีร์นั้น เป็นความรู้ของผู้มีสติปัญญานำมาเขียนเอาไว้ ให้ทำความเข้าใจแก่ตนเองว่า เราต้องฝึกสติปัญญาขึ้นมาเอง ความรู้และปัญญาของเราก็ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับตำรา ถึงสำนวนและประโยคจะมีความแตกต่างกันไปบ้างก็ไม่เป็นไร ข้อสำคัญในความหมายให้เป็นเรื่องเดียวกัน ฉะนั้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนพระโปฐิละ ที่แบกใบลานเปล่า ถึงจะเรียนรู้จดจำมาจากตำรา ก็ถือว่าเป็นความรู้ของผู้อื่น จะเอามาแก้ปัญหาภายในใจของตัวเราไม่ได้เลย ฉะนั้นเราต้องฝึกสติปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ตัวเรา แล้วเอามาแก้ปัญหาของตัวเราเอง จึงจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ดังคำว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง หมายความว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นจากความเห็นและความคิดในเรื่องใด เราต้องใช้ปัญญาเรามาเป็นอุบายแก้ไข ให้ปัญหาทั้งหลายหมดไปจากใจให้ได้
ฉะนั้นการปฏิบัติเราต้องพึ่งตัวเอง พึ่งสติปัญญาความสามารถของตัวเอง อย่าเป็นนิสัยลอกเลียนแบบอย่างของคนอื่นมากนัก เช่น มรรค ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้เรียงลำดับไว้แล้ว ถ้าจัดให้เป็นสิกขา น่าจะออกมาในรูปแบบ ปัญญา ศีล สมาธิ เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา ที่พวกเราได้รู้กันมาจากตำรานั้น เพียงเป็นหลักสูตรในภาคปริยัติเท่านั้น เมื่อจะเอามาปฏิบัติต้องเอาตามหลักเดิม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้แล้ว เรียกว่า ปัญญา ศีล สมาธิ หลักปัญญาต้องนำหน้า เช่น ปัญญา ๓ คือ สุตฺตมยปัญญา จินฺตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา มีความชัดเจนว่า สุตฺตมยปัญญาเป็นปัญญาในภาคการศึกษา เช่นการศึกษาในหมวดศีล ๕ ศึกษาในหมวดศีล ๘ หรือหมวดศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระเณร จำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจในข้อห้ามนั้นให้ดี จึงรักษาศีลในหมวดนั้นๆต่อไป หรือจะทำสมาธิแต่ละวิธี ก็ต้องมีปัญญาศึกษาในหมวดสมาธินั้นๆให้เข้าใจจึงจะทำสมาธิต่อไปได้ เฉพาะหมวดศีล หมวดสมาธิ เป็นหลักปริยัติ ต้องใช้ปัญญาศึกษาให้เข้าใจ หรือธรรมะที่จะนำมาเป็นอุบายในการปฏิบัติ ก็ต้องศึกษาในหมวดธรรมนั้นๆให้รู้ความหมาย จึงเอาหมวดธรรมนั้นมาปฏิบัติต่อไป ฉะนั้นพวกเราต้องเอามรรค ๘ อันเป็นหมวดธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วในสมัยครั้งพุทธกาล มีพุทธบริษัทปฏิบัคิธรรมมรรค ๘ พากันได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าเป็นจำนวนมาก ในยุคนี้ ถ้าพวกเราเอาวิธีปฏิบัติตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้า พวกเราก็จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเหมือนในครั้งพุทธกาลเช่นกัน
เป็นพุทธพจน์อีกข้อหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณหยั่งรู้เรื่องศาสนาของพระองค์ว่า เมื่อบั้นปลายศาสนาของพระองค์จะมีผู้เขียนตำราอ้างไปว่า นี้เป็นคำสอนของเราตถาคตขึ้นมา แต่ละตำราจะมีความแตกต่างกันออกไป ใครมีความเห็นอย่างไรก็ตีความไปอย่างนั้น และเขียนเป็นตำราออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ละตำราจะเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ในบางตำราจะไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด ในบางตำราก็มีความถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อพุทธบริษัทนำไปปฏิบัติ ก็จะให้ผลเป็นไปในมรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง มีทั้งพระและฆราวาสเขียนตำราขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เมื่อตำราไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ที่นำไปศึกษาก็เกิดความสับสน จับต้นชนปลายไม่เข้าใจเลยว่า ตำราไหนผิดตำราไหนถูก แต่ละตำราก็อ้างอิงว่า เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ผู้อ่านที่มีสติปัญญาน้อยก็ปักใจเชื่อไปว่าตำรานี้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด เพราะถือว่าตำราคัมภีร์นี้เป็นของเก่าแก่ ไม่กล้าที่จะแก้ไขเพิ่มเติม นักปราชญ์ยุคใหม่ได้เขียนตำราออกมา แล้วนำไปอบรมสั่งสอนต่อๆกันไป ส่วนมากจะเน้นหนักในวิธีทำสมาธิเพื่อให้จิตมีความสงบ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น ที่ผู้เขียนตำราหรืออบรมสั่งสอนกันอยู่นั้น แสดงว่าไม่ได้อ่านประวัติเดิมของพระพุทธเจ้าเลย ในครั้งนั้นพระองค์ได้ไปฝึกสมาธิกับดาบสทั้งสองอยู่นานร่วมปี พระองค์ก็ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นแต่อย่างใด จากนี้ไปให้เราอ่านพุทธประวัติให้ดี มีเหตุผลในการอ่านให้เข้าใจ
พระพุทธองค์ได้สร้างบารมีมาด้วยปัญญาธิกะ พระองค์มีปัญญาพร้อมแล้วอย่างสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อพระองค์ทำสมาธิอยู่กับดาบสทั้งสองนั้น พระองค์ก็ทำให้จิตมีความสงบอย่างเต็มที่ ไม่มีประวัติว่าปัญญาได้เกิดจากความสงบของสมาธิแต่อย่างใด ที่เขียนตำราไปและสอนกันไปอย่างไร้เหตุผล หากมีคนถามว่า เหตุใดท่านจึงสอนเช่นนี้ ก็จะตอบว่า ตำราเขียนไว้อย่างนี้ในทันที หากมีคำถามอีกว่า ตำรานั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็จะตอบไปว่า ไม่รู้ นี้คือสอนกันไปโดยไม่รับผิดชอบ ทำให้ชาวพุทธมีจำนวนมากเกิดความเข้าใจผิดในคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากทีเดียว ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ศาสนาของเราตถาคตจะเสื่อมก็เพราะพุทธบริษัททำให้เสื่อม ศาสนาของเราตถาคตจะมีความเจริญก็เพราะพุทธบริษัททำให้เจริญ ในยุคนี้สมัยนี้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงหรือเจริญขึ้น ให้เราพิจารณาตัวเองว่า เราเป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมหรือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ ให้เราสังเกตดูตัวเราเองว่าใจเรามีความหนักแน่นหรือไม่หนักแน่นในพระพุทธศาสนาเพียงใด ในตำราคัมภีร์ที่เราอ่าน เราต้องอ่านด้วยเหตุและผล มีสติปัญญาในการอ่าน วิจัย วิเคราะห์ ใคร่ครวญ ตรึกตรองให้ดี เพราะทีทั้งหนังสือใหม่และหนังสือเก่า ถ้าอ่านตำราไม่มีปัญญา ก็จะพากันเชื่อแบบงมงายต่อไป
ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อย่าได้เชื่อเพียงสักว่านี้ อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์ ในความหมายนี้มีความชัดเจนมาก ทำไมพวกเราจึงไม่เอามาพิจาณาดูบ้าง พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อโดยผูกขาดในตำราเพียงฝ่ายเดียว พระพุทธองค์ต้องการให้เรามีความมั่นใจในเหตุผลที่เป็นธรรมาธิปไตยมาเป็นหลักประกัน ให้รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญาของเราเอง มิใช่ว่าตำราว่าอย่างไรก็เชื่อกันไปอย่างนั้น หรือครูอาจารย์สอนอย่างไรก็เชื่อไปอย่างนั้น เช่นสอนว่า ทำสมาธิไปเถอะ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเราอ่านประวัติของพระพุทธเจ้าและประวัติของพระอริยสาวกเจ้าทั้งหลายในสมัยครั้งพุทธกาล มีความเข้าใจดีแล้ว จะนำเอาอุบายนั้นไปปฏิบัติจนได้บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลตามกำลังบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ในสถานที่ใดมีพุทธบริษัทได้มาฟังธรรม แล้วพระพุทธเจ้าจะจะยกสัจธรรมที่เป็นจริงขึ้นมาอธิบายให้พุทธบริษัทใช้สติปัญญาพิจารณา ให้รู้เห็นตามหลักความจริงนั้นๆ จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าในขณะนั้น
อุบายธรรมของพระพุทธเจ้าที่นำมาอบรมสั่งสอนนั้น เป็นอุบายให้คนเปลี่ยนความเห็นผิดเป็นจุดแรก เพราะนิสัยเดิมของคนเราเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดในหลักความจริงตลอดมา ฉะนั้นพระองค์จึงมีอุบายสอนให้มีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ให้มีความรู้เห็นที่ถูกต้องชอบธรรม เรียกว่าปัญญาความเห็นชอบ ให้พวกเราได้ศึกษาในหมวดธรรมที่เรียกว่ามรรค ๘ ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในมรรค ๘ นั้น พระองค์จะทรงยกเอาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบเป็นหลักยืนตัวเอาไว้ ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมรวมอยู่ในเท้าช้างเท่านั้น นี้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย หมวดธรรมทั้งหลาย ย่อมมารวมลงในสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบนี้เท่านั้น
ขอให้พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย พากันศึกษาประวัติความเป็นมาของพระอริยเจ้าทั้งหลายในสมัยครั้งพุทธกาลให้เข้าใจ ในครั้งนั้นพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีทั้งห้าเป็นกลุ่มแรก และกลุ่มอื่นๆอีกมากมาย แต่ละกลุ่มพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องของความจริง ความถูกต้องชอบธรรม ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบตามความเป็นจริงก่อนทุกครั้ง แม้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้แก่ฆราวาส พระองค์ก็ต้องแสดงธรรมตามความเป็นจริงก่อนทุกครั้ง ให้ผู้ฟังเปลี่ยนจากความเห็นผิดกลับมาเป็นความเห็นถูก นี้คือจุดยืนถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าต้องการในขั้นเริ่มต้น ถ้าเปลี่ยนความเห็นผิดไม่ได้ ถึงจะแสดงธรรมไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เรียกว่าตัวส่งตัวรับเข้ากันไม่ได้ จึงยากในการอบรมสั่งสอน ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
หลายท่านที่อ่านหนังสือข้าพเจ้าแล้ว มีความเข้าใจว่า หลวงพ่อทูลไม่ได้สอนในวิธีการทำสมาธิ นี่แสดงว่าท่านผู้นั้นอ่านหนังสือหลวงพ่อทูลไม่เข้าใจ เพราะท่านเหล่านี้มีการทำสมาธิเพียงอย่างเดียว เพราะได้รับความรู้มาจากครูผู้สอนมา มีแต่วิธีทำสมาธิเท่านั้น และมีความเชื่อตามครูผู้สอนไปว่า เมื่อจิตมีความสงบดีแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น นี้คือความเห็นสมัยใหม่ ส่วนหลวงพ่อทูลอยากให้คนเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นหลักดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว พระพุทธเจ้าต้องการให้มีปัญญาความเห็นชอบ เมื่อมีปัญญาความเห็นชอบเป็นหลักที่มั่งคงแล้ว การทำสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ ทำให้จิตมีความสงบตั้งมั่นในสมาธิได้เร็ว ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธในการทำสมาธิแต่อย่างใด ใครจะมีคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบตั้งมั่นได้ในระดับไหนก็ทำกันไป เพราะการทำสมาธิจะทำให้เกิดกำลังใจ เพื่อจะเป็นอุบายหนุนปัญญาได้เป็นอย่างดี เรียกว่าสมาธิเสริมปัญญา ให้มีความเฉียบแหลมมากขึ้น ที่ว่าหลวงพ่อทูลปฏิเสธนั้น คือปฏิเสธในคำว่าทำให้เกิดปัญญา นั่นคือ ทำสมาธิจิตมีความสงบดีแล้ว จะไม่ทำให้เกิดปัญญาแต่อย่างใด เพราะพื้นฐานของปัญญาเรายังไม่รู้เรื่องอะไร ถึงจะทำสมาธิมีความสงบได้ก็จะเป็นสมาธิหัวตอ จะต่อเชื่อมโยงไปสู่ปัญญาไม่ได้เลย จะทำสมาธิเพื่อเสริมปัญญาได้ ผู้นั้นต้องฝึกทางปัญญาความเห็นชอบเป็นฐานรองรับไว้ก่อน เมื่อทำสมาธิจิตมีความสงบตั้งมั่นได้แล้ว ก็น้อมไปสู่ปัญญาเชื่อมโยงต่อกันได้เลย จะง่ายต่อการปฏิบัติและมีความก้าวหน้าในทางที่ถูกต้องชอบธรรม
จงศึกษาให้เข้าใจว่า สมถะ วิปัสสนา ทั้งสองนี้เป็นของคู่กัน เป็นอุบายหนุนซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่าปัญญาเสริมสมาธิ สมาธิเสริมปัญญา เพราะนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางท่านใช้ปัญญามากทำสมาธิน้อย บางท่านใช้ปัญญาน้อยทำสมาธิมาก บางท่านใช้ปัญญาและทำสมาธิเสมอกัน เพื่อให้เป็นไปตามนิสัยแต่ละท่าน เพื่อความสะดวกสบายไม่ต้องฝืนนิสัยตัวเอง เช่นผู้มีนิสัยปัญญาวิมุติ จะใช้ปัญญามากกว่าการทำสมาธิ ผู้มีนิสัยเจโตวิมุติ จะใช้สมาธิมากกว่าการใช้ปัญญา การทำสมาธิให้จิตมีความสงบเพียงอย่างเดียว การภาวนาปฏิบัติจะไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด จะวกวนเวียนไปมาอยู่ที่จุดเดิม คือความสงบเหมือนคนพายเรืออยู่ในสระ จะพายเรือวนไปเวียนมาหาทางออกไม่ได้เลย ถึงจะมีประตูเปิดกว้างอยู่ก็ไม่เห็นช่องทางที่จะออกไป หรือเหมือนมีปากกาอยู่ในมือ แต่ไม่มีกระดาษที่จะเขียน หรือมีกระดาษให้เขียน แต่เขียนหนังสือไม่เป็น ปากกากระดาษก็ไม่มีความหมายอะไร
นี้ฉันใด ถึงใจจะมีความสงบอยู่ก็ตาม กำลังใจที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ ก็มีแต่ความยินดีพอใจในความสงบเท่านั้น อีกไม่นานกำลังใจที่เกิดจากสมาธิก็จะเสื่อมไป ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงในสัจธรรมได้เลย เมื่อสมาธิเสื่อมลง ก็นึกคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบอีก แล้วเสื่อมไปอีก วกวนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ จะไม่มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติแต่อย่างใด ขอให้พวกเราได้ศึกษาในหมวดมรรค ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้จัดหมวดหมู่เอาไว้แล้ว เป็นอุบายเปลี่ยนความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดความเข้าใจผิดในหลักความจริง แต่เรามาฝืนความเป็นจริง เพื่อให้ได้ตามที่ใจเราชอบ ถ้าไม่ได้ตามใจที่ต้องการก็จะเกิดความทุกข์ใจ นี้คือความเห็นผิดความเข้าใจผิดในหลักความเป็นจริง
ถ้าความเห็นผิดเป็นต้นเหตุ ก็จะเกิดความคิดผิดตามมา วาจาที่พูด กายที่ทำในสิ่งใด ก็จะเป็นการพูดผิดทำผิดเรื่อยไป ถ้าลบล้างความเห็นผิดให้หมดไปจากใจไม่ได้ เมื่อไปทำสมาธิ กำลังใจที่เกิดขึ้นจากจิตที่สงบก็จะมาบวกกันกับมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดที่มีอยู่เดิมก็จะเกิดเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นที่ใจ จะทำให้เกิดความไม่ปกติ จะมีความเพียรก็เป็นความเพียรที่ผิดปกติ จะมีสติระลึกถึงในสิ่งใดก็ระลึกได้ผิดปกติ จะเกิดมีปัญหาในการภาวนาปฏิบัติที่เป็นผลไม่ปกติเกิดขึ้น ที่พูดกันว่า กรรมฐานแตก หรือเป็นสัญญาวิปลาสภาวนาปฏิบัติเกิดเป็นบ้า ก็เพราะเหตุที่เป็นมิจฉาเดิมไม่ได้แก้ไขนั้นเอง พระพุทธเจ้าจึงให้แก้ไขความเห็นผิดให้หมดไปจากใจ ให้ตั้งหลักสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบตามหลักความเป็นจริงให้มั่นคง คำว่าความเป็นจริงหมายถึงความจริงที่เป็นไปในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้พิจารณาด้วยปัญญารอบรู้สิ่งที่เป็นไปตามไตรลักษณ์นี้อยู่ นั้นคือตั้งหลักสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม
ถ้าตั้งสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบมีความมั่นคงภายในใจแล้ว ความคิดพิจารณาในสิ่งใด ก็มีความคิดที่ถูกต้องชอบธรรม จะพูดในเรื่องอะไร จะทำในสิ่งใด จะหาเลี้ยงชีพอย่างไร ล้วนแล้วแต่มีความชอบธรรม จะมีความเพียรในสิ่งใดก็เป็นความเพียรที่ชอบธรรม สติระลึกในสิ่งใดก็เป็นความระลึกที่ชอบ ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง จะทำสมาธิก็มีความตั้งใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ทั้งหลาย จะเป็นอารมณ์แห่งความรัก อารมณ์แห่งความชัง อารมณ์ที่ชอบใจ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ไม่มีความหวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้นๆ นี้คือปัญญารอบรู้ตามความเป็นจริง จึงไม่มีอารมณ์สิ่งใดมาทำให้ใจเกิดความเห็นผิดไปได้ ฉะนั้นความเห็นผิดและความเห็นถูกทั้งสองนี้ จึงจำเป็นที่เราต้องศึกษาให้ใจได้รู้ว่า ความผิดและความถูกต่างกันอย่างไร แต่ละอย่างให้ผลเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ผิด ก็จะไม่รู้ว่าความถูกเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้จักความชั่ว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาความดีมาจากไหน ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจในตำราและคัมภีร์ที่ผิด จะหาเอาตำราและคัมภีร์ที่ถูกต้องชอบธรรมไม่ได้เช่นกัน
นี่เองที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงหมู่พุทธบริษัทในช่วงบั้นปลายพระพุทธศาสนา ก็หมายถึงยุคของพวกเราในปัจจุบันนี้เอง พวกเราเคยได้อ่านในตำราและคัมภีร์มามากแล้ว จะได้รู้ความแตกต่างกันหลายตำราทีเดียว หรือได้รับฟังวิธีปฏิบัติแต่ละสำนักแต่ละครูอาจารย์ก็มีความแตกต่างกัน พวกเราผู้อ่านจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ว่าตำราไหนผิด คัมภีร์ไหนถูก พวกเราก็พอจะเลือกเอาตำราที่ถูกได้ ถ้าเลือกได้ตำราและคัมภีร์ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เราก็จะได้รับข้อมูลในหมวดธรรมที่เป็นจริง เมื่อนำมาปฏิบัติก็จะได้รับผลถูกต้องตามที่เราต้องการ ถ้าเป็นหนังสือปรัมปราที่พากันเขียนขึ้นด้วยการสุ่มเดา เมื่อเอามาปฏิบัติก็จะเกิดผลที่ไม่ดีตามมา ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าต้องการให้พวกเราพึ่งตัวเอง หมายถึงให้พวกเราได้ฝึกสติปัญญาและแนวความคิดเป็นของตนเอง อย่าลอกเลียนแบบเอาจากตำราหรือเอาความรู้จากผู้อื่นมากนัก เหมือนกับการเขียนกระทู้ธรรม คำเฉลยในกระทู้นั้น ถือว่าเป็นตำราแบบอย่าง เราไม่ควรที่จะเขียนลอกเอาตามคำเฉลยนี้มาเป็นความรู้ของตัวเอง เราต้องฝึกสติปัญญาความรอบรู้เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น จึงจะสมกับคำว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เราต้องฝึกสติปัญญาให้เกิดขึ้นกับใจเราให้ได้
มีนักปราชญ์ท่านให้คติธรรมเอาไว้ว่า การปฏิบัติอย่าทิ้งตำรา และอย่าเอาตามตำรา คำว่าอย่าทิ้งตำราและอย่าเอาตามตำราหมายความว่า ตำรานั้นเป็นต้นแบบตัวอย่าง เป็นหลักอ้างอิงได้เป็นอย่างดี ให้เราพิจารณาตั้งข้อสังเกตว่า ตำราหรือคัมภีร์นั้น เป็นความรู้ของผู้มีสติปัญญานำมาเขียนเอาไว้ ให้ทำความเข้าใจแก่ตนเองว่า เราต้องฝึกสติปัญญาขึ้นมาเอง ความรู้และปัญญาของเราก็ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับตำรา ถึงสำนวนและประโยคจะมีความแตกต่างกันไปบ้างก็ไม่เป็นไร ข้อสำคัญในความหมายให้เป็นเรื่องเดียวกัน ฉะนั้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนพระโปฐิละ ที่แบกใบลานเปล่า ถึงจะเรียนรู้จดจำมาจากตำรา ก็ถือว่าเป็นความรู้ของผู้อื่น จะเอามาแก้ปัญหาภายในใจของตัวเราไม่ได้เลย ฉะนั้นเราต้องฝึกสติปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ตัวเรา แล้วเอามาแก้ปัญหาของตัวเราเอง จึงจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ดังคำว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง หมายความว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นจากความเห็นและความคิดในเรื่องใด เราต้องใช้ปัญญาเรามาเป็นอุบายแก้ไข ให้ปัญหาทั้งหลายหมดไปจากใจให้ได้
ฉะนั้นการปฏิบัติเราต้องพึ่งตัวเอง พึ่งสติปัญญาความสามารถของตัวเอง อย่าเป็นนิสัยลอกเลียนแบบอย่างของคนอื่นมากนัก เช่น มรรค ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้เรียงลำดับไว้แล้ว ถ้าจัดให้เป็นสิกขา น่าจะออกมาในรูปแบบ ปัญญา ศีล สมาธิ เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา ที่พวกเราได้รู้กันมาจากตำรานั้น เพียงเป็นหลักสูตรในภาคปริยัติเท่านั้น เมื่อจะเอามาปฏิบัติต้องเอาตามหลักเดิม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้แล้ว เรียกว่า ปัญญา ศีล สมาธิ หลักปัญญาต้องนำหน้า เช่น ปัญญา ๓ คือ สุตฺตมยปัญญา จินฺตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา มีความชัดเจนว่า สุตฺตมยปัญญาเป็นปัญญาในภาคการศึกษา เช่นการศึกษาในหมวดศีล ๕ ศึกษาในหมวดศีล ๘ หรือหมวดศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระเณร จำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจในข้อห้ามนั้นให้ดี จึงรักษาศีลในหมวดนั้นๆต่อไป หรือจะทำสมาธิแต่ละวิธี ก็ต้องมีปัญญาศึกษาในหมวดสมาธินั้นๆให้เข้าใจจึงจะทำสมาธิต่อไปได้ เฉพาะหมวดศีล หมวดสมาธิ เป็นหลักปริยัติ ต้องใช้ปัญญาศึกษาให้เข้าใจ หรือธรรมะที่จะนำมาเป็นอุบายในการปฏิบัติ ก็ต้องศึกษาในหมวดธรรมนั้นๆให้รู้ความหมาย จึงเอาหมวดธรรมนั้นมาปฏิบัติต่อไป ฉะนั้นพวกเราต้องเอามรรค ๘ อันเป็นหมวดธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วในสมัยครั้งพุทธกาล มีพุทธบริษัทปฏิบัคิธรรมมรรค ๘ พากันได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าเป็นจำนวนมาก ในยุคนี้ ถ้าพวกเราเอาวิธีปฏิบัติตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้า พวกเราก็จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเหมือนในครั้งพุทธกาลเช่นกัน
ข้อที่ ๓.อย่าได้เชื่อถือเพียงสักว่า กิตติศัพท์อันเป็นข่าวลือ
อย่าได้เชื่อถือเพียงสักว่า กิตติศัพท์อันเป็นข่าวลือ
นี้ก็เป็นพุทธพจน์อีกข้อหนึ่ง ที่พวกเราทั้งหลายควรนำมาพิจารณา คำว่าข่าวลือ เป็นได้ทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริง เป็นข่าวพอเชื่อถือได้และเป็นข่าวเชื่อถือไม่ได้ เช่น เล่าลือว่า ปี พ.ศ.นั้นโลกจะเกิดภัยพิบัติ น้ำจะท่วมโลกจะเกิดความพินาศฉิบหาย มนุษย์ทั้งหลายไม่มีที่อยู่อาศัย ทั้งคนและสัตว์จะพากันล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จะพากันอดอยากด้วยข้าวปลาอาหารไปทั่วทุกแห่งหน ข่าวลือนี้จะเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร ให้พวกเราใช้ปัญญาพิจารณาในเหตุผลว่าจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร มิใช่จะเชื่อตามข่าวลือไปเสียทั้งหมด พากันหลั่งไหลไปขอความช่วยเหลือ หรือไปขอเลขขอหวยเพื่อความร่ำรวย ยังมีข่าวลืออื่นๆอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ มีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี หากมีข่าวอะไรเกิดขึ้น เราเป็นนิสัยใจเบาหูเบาตัดสินใจเชื่อง่าย ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในเหตุในผล ให้รู้เห็นในความจริงก่อนจึงตัดสินใจเชื่อ อย่าเอาคนอื่นเป็นผู้ชี้แนะในความเชื่อให้แก่ตัวเรา หากมีใครๆมาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เราก็ฟังได้ แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่าจะเป็นจริงเหมือนที่เขาพูด อย่าเป็นนิสัยเชื่อในสิ่งใดง่าย จะเป็นนิสัยงมงายไปโดยไม่รู้ตัว
ความเชื่อไปตามข่าวลืออีกอย่างหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นศาสนาแบบใหม่ มีความศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและปฏิบัติตามจะได้รับผลบุญมหาศาลหาประมาณมิได้ ผู้มีความฝักใฝ่ในบุญกุศลเป็นบุคคลที่หูเบาใจเบาจะมีใจอ่อนไหวไปตามข่าวลือนี้ได้ง่าย ก็จะพากันหลั่งไหลเข้าไปเป็นสมาชิกเพื่อมอบกายถวายตัวในศาสนานั้นๆ เขาจะเรียกเอาเงินเท่าไรก็จ่ายไปตามที่เขาต้องการ หรือมีข่าวลือมาว่า มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกนี้แล้ว ก็พากันหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชา เพราะมีความเชื่อว่า ใครได้กราบไหว้พระอรหันต์ครั้งหนึ่ง จะมีบุญมหาศาล หรือได้ให้ทานแก่พระอรหันต์ครั้งหนึ่งถือว่าเป็นยอดมหาทานอันยิ่งใหญ่ มีเงินทองมากน้อยเท่าไร ก็ถวายทานอย่างเต็มที่ ข่าวลืออย่างนี้ หากท่านได้เป็นพระอรหันต์จริงก็โชคดีไป ถ้าให้ทานถูกพระอรหันต์องค์ปลอม เงินทองที่ถวายไปก็เป็นความโชคดีแก่พระอรหันต์องค์ปลอมไป จะไปขอเงินทองจากท่านกลับมาไม่ได้เลย
การให้ทานไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใสด้วยใจจริง ถวายทานไปแล้วไม่คิดเสียดายเงินทองที่ให้ทานไป ถึงพระท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ตาม ถ้าให้ทานในลักษณะนี้จะมีผลบุญมากทีเดียว ในยุคสมัยนี้มีข่าวลือเรื่องพระอรหันต์กันมาก จึงอยากต้องการพิสูจน์ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม ข่าวลือนี้เกิดจากลูกศิษย์ใกล้ชิด เพื่อสร้างภาพให้อาจารย์ของตัวเองเป็นพระอรหันต์ พูดโน้มน้าวพรรณนาศักดานุภาพ มีความสามารถอะไรบ้าง ก็โฆษณากันไป เพื่อให้คนทั้งหลายมีความเชื่อถือและคล้อยตาม เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะตามมาในภายหลัง คนหูเบาใจเบามีนิสัยเชื่อง่ายงมงาย ไม่มีปัญญาพิจารณาในข่างลือดังกล่าว ก็จะเกิดความเสียใจภายหลัง ขอให้พวกเราได้ใช้ปัญญาพิจารณาในเรื่องข่าวลือนี้บ้าง
นี้ก็เป็นพุทธพจน์อีกข้อหนึ่ง ที่พวกเราทั้งหลายควรนำมาพิจารณา คำว่าข่าวลือ เป็นได้ทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริง เป็นข่าวพอเชื่อถือได้และเป็นข่าวเชื่อถือไม่ได้ เช่น เล่าลือว่า ปี พ.ศ.นั้นโลกจะเกิดภัยพิบัติ น้ำจะท่วมโลกจะเกิดความพินาศฉิบหาย มนุษย์ทั้งหลายไม่มีที่อยู่อาศัย ทั้งคนและสัตว์จะพากันล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จะพากันอดอยากด้วยข้าวปลาอาหารไปทั่วทุกแห่งหน ข่าวลือนี้จะเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร ให้พวกเราใช้ปัญญาพิจารณาในเหตุผลว่าจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร มิใช่จะเชื่อตามข่าวลือไปเสียทั้งหมด พากันหลั่งไหลไปขอความช่วยเหลือ หรือไปขอเลขขอหวยเพื่อความร่ำรวย ยังมีข่าวลืออื่นๆอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ มีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี หากมีข่าวอะไรเกิดขึ้น เราเป็นนิสัยใจเบาหูเบาตัดสินใจเชื่อง่าย ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในเหตุในผล ให้รู้เห็นในความจริงก่อนจึงตัดสินใจเชื่อ อย่าเอาคนอื่นเป็นผู้ชี้แนะในความเชื่อให้แก่ตัวเรา หากมีใครๆมาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เราก็ฟังได้ แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่าจะเป็นจริงเหมือนที่เขาพูด อย่าเป็นนิสัยเชื่อในสิ่งใดง่าย จะเป็นนิสัยงมงายไปโดยไม่รู้ตัว
ความเชื่อไปตามข่าวลืออีกอย่างหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นศาสนาแบบใหม่ มีความศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและปฏิบัติตามจะได้รับผลบุญมหาศาลหาประมาณมิได้ ผู้มีความฝักใฝ่ในบุญกุศลเป็นบุคคลที่หูเบาใจเบาจะมีใจอ่อนไหวไปตามข่าวลือนี้ได้ง่าย ก็จะพากันหลั่งไหลเข้าไปเป็นสมาชิกเพื่อมอบกายถวายตัวในศาสนานั้นๆ เขาจะเรียกเอาเงินเท่าไรก็จ่ายไปตามที่เขาต้องการ หรือมีข่าวลือมาว่า มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกนี้แล้ว ก็พากันหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชา เพราะมีความเชื่อว่า ใครได้กราบไหว้พระอรหันต์ครั้งหนึ่ง จะมีบุญมหาศาล หรือได้ให้ทานแก่พระอรหันต์ครั้งหนึ่งถือว่าเป็นยอดมหาทานอันยิ่งใหญ่ มีเงินทองมากน้อยเท่าไร ก็ถวายทานอย่างเต็มที่ ข่าวลืออย่างนี้ หากท่านได้เป็นพระอรหันต์จริงก็โชคดีไป ถ้าให้ทานถูกพระอรหันต์องค์ปลอม เงินทองที่ถวายไปก็เป็นความโชคดีแก่พระอรหันต์องค์ปลอมไป จะไปขอเงินทองจากท่านกลับมาไม่ได้เลย
การให้ทานไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใสด้วยใจจริง ถวายทานไปแล้วไม่คิดเสียดายเงินทองที่ให้ทานไป ถึงพระท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ตาม ถ้าให้ทานในลักษณะนี้จะมีผลบุญมากทีเดียว ในยุคสมัยนี้มีข่าวลือเรื่องพระอรหันต์กันมาก จึงอยากต้องการพิสูจน์ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม ข่าวลือนี้เกิดจากลูกศิษย์ใกล้ชิด เพื่อสร้างภาพให้อาจารย์ของตัวเองเป็นพระอรหันต์ พูดโน้มน้าวพรรณนาศักดานุภาพ มีความสามารถอะไรบ้าง ก็โฆษณากันไป เพื่อให้คนทั้งหลายมีความเชื่อถือและคล้อยตาม เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะตามมาในภายหลัง คนหูเบาใจเบามีนิสัยเชื่อง่ายงมงาย ไม่มีปัญญาพิจารณาในข่างลือดังกล่าว ก็จะเกิดความเสียใจภายหลัง ขอให้พวกเราได้ใช้ปัญญาพิจารณาในเรื่องข่าวลือนี้บ้าง
ข้อที่ ๒.อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า เป็นของเก่าที่เคยทำสืบต่อๆกันมา
อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า เป็นของเก่าที่เคยทำสืบต่อๆกันมา
นี่ก็เป็นพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าได้เตือนสติพวกเราเอาไว้ เพื่อให้พวกเรามีความสำนึกตัว มิใช่ว่าของเก่าจะถูกต้องและดีไปเสียทั้งหมด เรื่องเก่าเป็นประเพณีทำต่อๆกันมา ตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นของเก่าแก่ควรอนุรักษ์เอาไว้ ปู่ย่าตายายพ่อแม่พากันทำมาอย่างไร ลูกหลานก็พากันทำสืบทอดเอาไว้ จะพากันทำต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด การทำตามประเพณีเก่าๆ พวกเราก็ควรเลือกดูบ้างว่า อะไรควรทำตามก็รักษาเอาไว้ อะไรไม่ควรทำตามก็พากันละในสิ่งนั้นเสีย ไม่ควรทำตามอีกต่อไป ของเก่าที่ทำกันมา แม้ไม่มีสาระอะไร แต่ก็เป็นประเพณินิยมพากันทำมายาวนาน จะแก้ไม่ให้ทำในวิธีอย่างนั้นหากแก้ไม่ได้ก็ปล่อยกันไป เพราะถือว่าเป็นพิธีเก่าแก่ตั้งแต่โบราณทำติดต่อกันมา
ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าจะเอาพระธรรมนำไปอบรมสั่งสอนในหมู่พุทธบริษัท ให้เข้าใจในหลักสัจธรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบนิสัยในความเชื่อของคนยุคนั้นดี พระองค์ก็มีวิธีที่จะแก้ไขความเห็นเขาได้ ในยุคนั้นส่วนใหญ่คนมีนิสัยมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดในหลักความเป็นจริงอยู่ก็ตาม พระองค์จะมีอุบายสอนแก่ผู้มีความเห็นผิด ให้กลับใจเปลี่ยนนิสัยให้เกิดความเห็นถูกได้ แต่ก็มีหลายคนหลายลัทธิ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ได้เลย เช่น กลุ่มของครูทั้งหก หรือพวกลัทธิดาบสฤาษี หรือลัทธิอื่นๆจำนวนมาก พวกเหล่านี้มีวิธีปฏิบัติแบบเก่าๆที่สืบทอดต่อๆกันมา พระพุทธเจ้าก็ปล่อยให้เขาทำต่อๆกันไป
วิธีปฏิบัติเก่าๆของพวกดาบสฤาษี เขามีวิธีทำสมาธิให้จิตมีความสงบลงได้ แต่ก็ไม่รู้วิธีการฝึกสติปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักสัจจธรรมได้ ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของพวกเราก็เคยได้ปฏิบัติกับกลุ่มดาบสมาก่อนแล้ว พระองค์ก็ทำให้จิตมีความสงบได้ถึงขั้นสูงสุดของสมาธิที่เรียกว่า อรูปฌาณ เป็นสมาธิที่มีความละเอียดมาก พระพุทธเจ้าได้สังเกตดูในวิธีทำสมาธิความสงบนี้ ว่าไม่ใช่แนวทางที่จะละอาสวะกิเลสได้ ไม่เป็นไปในทางที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในหลักสัจจธรรม ไม่เป็นไปในการตรัสรู้เข้าสู่มรรคผลนิพพานแต่อย่างใด
พระองค์ทรงรู้ได้ชัดอย่างนี้ จึงได้ลาดาบสทั้งสองนั้นไปเพื่อหาวิธีปฏิบัติแบบใหม่ ให้เป็นไปในการตรัสรู้ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงรู้แนวทางในการตรัสรู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระองค์จึงนำเอาสมาธิที่พระองค์เคยกระทำมาแล้ว มาแยกขั้นตอนให้เข้ากันได้กับปัญญา สมาธิที่เข้ากับปัญญาได้ เรียกว่าสมาธิความตั้งใจมั่น สมาธิความสงบที่ละเอียดอ่อนลงลึกอย่างแนบแน่นแล้ว จะเอามาใช้เป็นคู่กับปัญญาไม่ได้เลย จึงปล่อยให้มีความสงบจนอิ่มตัวอย่างเต็มที่ แล้วจิตก็จะค่อยๆถอนออกมา ให้กำหนดเอาไว้ว่าจะให้อยู่ในสมาธิความตั้งใจมั่นที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ จึงจะน้อมเข้าไปเป็นคู่กับปัญญาได้ ให้พวกเราศึกษาขั้นตอนวิธีทำสมาธิให้ดี ถึงจะเป็นวิธีทำสมาธิแบบเก่าๆ ถ้ารู้วิธีในการทำก็จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติเป็นอย่างมากทีเดียว
ในยุคปัจจุบันนี้ วิธีการอบรมสั่งสอนจะเน้นหนักในวิธีเก่าๆ เอาหลักแบบอย่างของพวกดาบสฤาษีมากไป วิธีการฝึกสติปัญญาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมมีการสอนกันน้อยมาก จึงยากที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมด้วยปัญญาของตัวเองได้ ในบางครั้งก็เอาความรู้ที่ได้ศึกษาจากตำรามาพิจารณาอยู่บ้าง วิธีการอย่างนี้เป็นเพียงใช้ปัญญาตามสัญญาเท่านั้น วิธีการทำสมาธิก็เป็นของเก่า ความรู้ที่ศึกษาจากปริยัติมาก็เป็นของเก่า หากผู้มาตีความในวิธีทำสมาธิผิดไป ก็จะทำให้การทำสมาธิเกิดเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นได้
ให้เราศึกษาตีความในสมาธิให้เข้าใจ ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า สมาธิมีหลายวิธี เช่น สมาธิความตั้งใจมั่น สมาธิความสงบ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ ในยุคนี้สมัยนี้สอนกันในสมาธิความสงบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สมาธิในรูปแบบอื่นเป็นอย่างไรไม่เข้าใจเลย เพียงพูดอยู่กับคำเก่าๆคือความสงบๆ ฟังกันที่ไหนก็มีแต่ สมาธิความสงบๆ ถึงจะเป็นสมาธิความสงบได้ก็ตาม ก็จะเป็นมิจฉาสมาธิเกิดขึ้นได้ สมาธิความตั้งใจมั่นอันเป็นคู่กับปัญญา อันเป็นหลักสำคัญไม่พากันปฏิบัติตามแต่อย่างใด ในยุคนี้จึงมีผู้ไม่เข้าใจในวิธีการทำสมาธิให้เกิดสัมมาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นชอบธรรม สมาธิความตั้งใจมั่นเป็นของคู่กันกับสติปัญญา ไม่พากันศึกษาดูแบบอย่างของพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเราปฏิบัติธรรมตามแนวของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าของเก่าไม่เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ปฏิบัติผิดโดยไม่รู้ตัว.
นี่ก็เป็นพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าได้เตือนสติพวกเราเอาไว้ เพื่อให้พวกเรามีความสำนึกตัว มิใช่ว่าของเก่าจะถูกต้องและดีไปเสียทั้งหมด เรื่องเก่าเป็นประเพณีทำต่อๆกันมา ตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นของเก่าแก่ควรอนุรักษ์เอาไว้ ปู่ย่าตายายพ่อแม่พากันทำมาอย่างไร ลูกหลานก็พากันทำสืบทอดเอาไว้ จะพากันทำต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด การทำตามประเพณีเก่าๆ พวกเราก็ควรเลือกดูบ้างว่า อะไรควรทำตามก็รักษาเอาไว้ อะไรไม่ควรทำตามก็พากันละในสิ่งนั้นเสีย ไม่ควรทำตามอีกต่อไป ของเก่าที่ทำกันมา แม้ไม่มีสาระอะไร แต่ก็เป็นประเพณินิยมพากันทำมายาวนาน จะแก้ไม่ให้ทำในวิธีอย่างนั้นหากแก้ไม่ได้ก็ปล่อยกันไป เพราะถือว่าเป็นพิธีเก่าแก่ตั้งแต่โบราณทำติดต่อกันมา
ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าจะเอาพระธรรมนำไปอบรมสั่งสอนในหมู่พุทธบริษัท ให้เข้าใจในหลักสัจธรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบนิสัยในความเชื่อของคนยุคนั้นดี พระองค์ก็มีวิธีที่จะแก้ไขความเห็นเขาได้ ในยุคนั้นส่วนใหญ่คนมีนิสัยมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดในหลักความเป็นจริงอยู่ก็ตาม พระองค์จะมีอุบายสอนแก่ผู้มีความเห็นผิด ให้กลับใจเปลี่ยนนิสัยให้เกิดความเห็นถูกได้ แต่ก็มีหลายคนหลายลัทธิ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ได้เลย เช่น กลุ่มของครูทั้งหก หรือพวกลัทธิดาบสฤาษี หรือลัทธิอื่นๆจำนวนมาก พวกเหล่านี้มีวิธีปฏิบัติแบบเก่าๆที่สืบทอดต่อๆกันมา พระพุทธเจ้าก็ปล่อยให้เขาทำต่อๆกันไป
วิธีปฏิบัติเก่าๆของพวกดาบสฤาษี เขามีวิธีทำสมาธิให้จิตมีความสงบลงได้ แต่ก็ไม่รู้วิธีการฝึกสติปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักสัจจธรรมได้ ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของพวกเราก็เคยได้ปฏิบัติกับกลุ่มดาบสมาก่อนแล้ว พระองค์ก็ทำให้จิตมีความสงบได้ถึงขั้นสูงสุดของสมาธิที่เรียกว่า อรูปฌาณ เป็นสมาธิที่มีความละเอียดมาก พระพุทธเจ้าได้สังเกตดูในวิธีทำสมาธิความสงบนี้ ว่าไม่ใช่แนวทางที่จะละอาสวะกิเลสได้ ไม่เป็นไปในทางที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในหลักสัจจธรรม ไม่เป็นไปในการตรัสรู้เข้าสู่มรรคผลนิพพานแต่อย่างใด
พระองค์ทรงรู้ได้ชัดอย่างนี้ จึงได้ลาดาบสทั้งสองนั้นไปเพื่อหาวิธีปฏิบัติแบบใหม่ ให้เป็นไปในการตรัสรู้ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงรู้แนวทางในการตรัสรู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระองค์จึงนำเอาสมาธิที่พระองค์เคยกระทำมาแล้ว มาแยกขั้นตอนให้เข้ากันได้กับปัญญา สมาธิที่เข้ากับปัญญาได้ เรียกว่าสมาธิความตั้งใจมั่น สมาธิความสงบที่ละเอียดอ่อนลงลึกอย่างแนบแน่นแล้ว จะเอามาใช้เป็นคู่กับปัญญาไม่ได้เลย จึงปล่อยให้มีความสงบจนอิ่มตัวอย่างเต็มที่ แล้วจิตก็จะค่อยๆถอนออกมา ให้กำหนดเอาไว้ว่าจะให้อยู่ในสมาธิความตั้งใจมั่นที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ จึงจะน้อมเข้าไปเป็นคู่กับปัญญาได้ ให้พวกเราศึกษาขั้นตอนวิธีทำสมาธิให้ดี ถึงจะเป็นวิธีทำสมาธิแบบเก่าๆ ถ้ารู้วิธีในการทำก็จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติเป็นอย่างมากทีเดียว
ในยุคปัจจุบันนี้ วิธีการอบรมสั่งสอนจะเน้นหนักในวิธีเก่าๆ เอาหลักแบบอย่างของพวกดาบสฤาษีมากไป วิธีการฝึกสติปัญญาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมมีการสอนกันน้อยมาก จึงยากที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมด้วยปัญญาของตัวเองได้ ในบางครั้งก็เอาความรู้ที่ได้ศึกษาจากตำรามาพิจารณาอยู่บ้าง วิธีการอย่างนี้เป็นเพียงใช้ปัญญาตามสัญญาเท่านั้น วิธีการทำสมาธิก็เป็นของเก่า ความรู้ที่ศึกษาจากปริยัติมาก็เป็นของเก่า หากผู้มาตีความในวิธีทำสมาธิผิดไป ก็จะทำให้การทำสมาธิเกิดเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นได้
ให้เราศึกษาตีความในสมาธิให้เข้าใจ ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า สมาธิมีหลายวิธี เช่น สมาธิความตั้งใจมั่น สมาธิความสงบ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ ในยุคนี้สมัยนี้สอนกันในสมาธิความสงบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สมาธิในรูปแบบอื่นเป็นอย่างไรไม่เข้าใจเลย เพียงพูดอยู่กับคำเก่าๆคือความสงบๆ ฟังกันที่ไหนก็มีแต่ สมาธิความสงบๆ ถึงจะเป็นสมาธิความสงบได้ก็ตาม ก็จะเป็นมิจฉาสมาธิเกิดขึ้นได้ สมาธิความตั้งใจมั่นอันเป็นคู่กับปัญญา อันเป็นหลักสำคัญไม่พากันปฏิบัติตามแต่อย่างใด ในยุคนี้จึงมีผู้ไม่เข้าใจในวิธีการทำสมาธิให้เกิดสัมมาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นชอบธรรม สมาธิความตั้งใจมั่นเป็นของคู่กันกับสติปัญญา ไม่พากันศึกษาดูแบบอย่างของพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเราปฏิบัติธรรมตามแนวของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าของเก่าไม่เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ปฏิบัติผิดโดยไม่รู้ตัว.
กาลามสูตรข้อที่ ๑.อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ได้ฟังตามๆกันมา
๑. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ได้ฟังตามๆกันมา
การฟังตามๆกันมานั้น ที่เรียกว่าข่าวลือ เป็นไปได้ทั้งเรื่องผิดและเรื่องถูก เป็นเรื่องจริงและเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องที่พูดต่อๆกันมา เป็นเรื่องในทางโลกบ้าง เป็นเรื่องในทางธรรมบ้าง ถ้าผู้พูดมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม ผู้ฟังก็จะเชื่อในทางถูกต้องชอบธรรม ถ้าผู้พูดมีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด เราก็จะได้รับฟังและเชื่อไปในทางที่ผิดๆเช่นกัน เหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงให้สติแก่พวกเราว่า อย่าเพิ่งเชื่อเพียงสักว่าฟังตามๆกันมา ให้เอาเรื่องที่ได้รับฟังมานั้นเป็นข้อคิด เมื่อได้ฟังมาในเรื่องใด อย่าได้ตัดสินใจเชื่อในเรื่องอะไรเร็วเกินไป ต้องฟังโดยมีสติปัญญา ให้พิจารณาในเหตุผลก่อนว่า เรื่องนี้พอเชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้ ให้ใช้หลักธรรมาธิปไตยมาเป็นเหตุผล ในการตัดสินใจเชื่อถือ
ศรัทธาหมายถึงความเชื่อ แต่ต้องเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อเท่านั้น เช่นเชื่อว่าอุบายแนวทางในการปฏิบัติอย่างนี้ มีเหตุผลพอเชื่อถือได้ จึงตัดสินใจเชื่อ แนวปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เราก็ไม่เชื่อ ฉะนั้น การฟังธรรมมิใช่ว่าจะเอาความเชื่อเป็นหลักอย่างเดียว ต้องมีสติปัญญาพิจารณาในเหตุผล ให้เข้าใจความผิด ความถูกต้องในธรรมนั้นด้วย ฟังให้รู้จักในความหมายใช้ปัญญามาวิจัยวิเคราะห์ พิจารณาในหมวดธรรม ให้เข้าใจด้วยตัวเอง มิใช่ว่าจะคอยฟังจากที่พูดต่อๆกันมาว่าถูกต้องทั้งหมด
เพราะฉะนั้นการฟังตามๆกันมา จะมีผิดเพี้ยนไปได้ มีหลายประเทศที่ฟังตามๆกันมาแล้วเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงกลายเป็นลัทธิประเพณีไปถึงลูกหลานคนยุคใหม่ ได้ฟังมาก็เชื่อไปตามคนรุ่นเก่า พากันเอาแบบอย่างเชื่อติดต่อกันเรื่อยมา ความเชื่อต่อๆกันมานี้มีทั้งผู้นับถือศาสนา และผู้ไม่นับถือศาสนาอะไร เพราะในโลกนี้มีคนเชื่อไปตามลัทธิประเพณี ติดต่อกันมายาวนาน และปลูกฝังนิสัยให้มีความเชื่อไปตามๆกันเท่านั้น และห้ามอย่างเด็ดขาดลงไปว่า อย่าไปหาเชื้อชาติวงศ์ตระกูลพระเจ้าที่เชื่อถือต่อๆกันมานั้น เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงได้อยู่ในฐานะอันยิ่งใหญ่จนได้รับขนานนามว่าพระเจ้า ถ้าจะเล่าเรื่องความเชื่อในพระเจ้านี้ ก็เป็นความเชื่อต่อๆกันมาตามประเพณี ในโลกนี้พระเจ้าที่คนให้ความเคารพเชื่อถือมีมากทีเดียว นี้ก็เป็นความเชื่อฟังต่อๆกันมา จะมีอยู่เป็นคู่ของโลกนี้ตลอดไป ถ้าได้เข้าใจในภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ จะมีความรู้ดีว่า แต่ละประเทศในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร ก็เพราะได้ฟังต่อๆกันมา เมื่อผู้พูดหลงลืมในตำรา การพูดก็มีความผิดเพี้ยนไปได้ ผู้รับฟังก็จำเอาความผิดเพี้ยนนี้พูดต่อๆกันไป ทำให้คนยุคใหม่เชื่อต่อๆกันไปอีก จะไม่มีที่สิ้นสุดในเรื่องของความเชื่อนี้แต่อย่างใด
การฟังตามๆกันมาอีกรูปแบบหนึ่ง คือ เรื่องการทำน้ำอัฐบาน มี พระ เณร แม่ชี ฆราวาส ที่ไม่เข้าใจในคำว่าน้ำอัฐบานที่ถูกต้อง มีจำนวนมาก ต้นเหตุ คือ พระอ่อนการศึกษาในพระธรรมวินัย ตีความหมายในคำว่า น้ำอัฐบานผิดไป เพียงเข้าใจเอาเองว่า น้ำอัฐบานคือใช้ผ้ากรอง ๘ ครั้ง พระจึงจะฉันได้ การตีความหมายอย่างนี้ เป็นการตีความผิดเป็นอย่างมากทีเดียว ที่จริงคำว่า น้ำอัฐบาน หมายถึงผลไม้ ๘ ชนิด ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำอัฐบานได้ ไม่ใช่ว่ากรอง ๘ ครั้งตามความเข้าใจ หรือใช้ผ้า ๘ ชั้นมากรองก็ไม่ใช่เช่นกัน ความหมายที่ถูกต้องคือ เอาผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง มาทำเป็นน้ำอัฐบาน ใส่น้ำพอสมควร แล้วนำมากรองด้วยผ้า จะกรอง ๑ ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ ข้อสำคัญคือ ไม่ให้น้ำอัฐบานนั้นมีกากเท่านั้น จึงฉันได้ ถ้ากรองแล้ว น้ำยังมีกากปะปนอยู่ พระฉันเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ผิดศีลข้อวิกาลโภชนา จัดเข้าเป็นประเภทอาหาร ให้ท่านได้ไปศึกษาจากหนังสือ บุพเพสิกขาวรรณนา ดู ท่านจะรู้วิธีการทำน้ำอัฐบานที่ถูกต้อง
ผลไม้ที่นำมาทำน้ำอัฐบานมี ๘ อย่าง ดังนี้ ๑. มะม่วงดิบหรือสุก ๒. ลูกหว้าสีชมพู ๓. กล้วยมีเมล็ด ๔. กล้วยไม่มีเมล็ด ๕. มะซาง ๖. ผลจันทน์ ๗. รากบัว ๘. มะปราง
ต่อมา ในยุคอรรถกถาจารย์ ได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า นอกจากผลไม้ ๘ ชนิดนี้แล้ว ผลไม้อย่างอื่นก็นำมาทำน้ำอัฐบานได้ แต่มีข้อแม้ว่า ผลไม้นั้นจะไม่ใหญ่เกินผลมะตูม ให้พวกเราทั้งหลายได้เข้าใจตามนี้ อย่าฟังต่อๆกันมาโดยขาดเหตุผลและหลักฐาน
อีกเรื่องหนึ่งที่ฟังต่อๆกันมาจากพระที่เห็นแก่ปากท้อง ออกความคิดเพื่อจะได้ฉันตามความอยากของตน พูดไปว่า หัวไชเท้า หัวแครอท และหัวอย่างอื่น ก็นำมาทำน้ำอัฐบานได้ ที่จริงแล้ว น้ำอัฐบานจะนำมาทำได้เฉพาะผลไม้เท่านั้น พวกหัวทุกประเภทนำมาทำน้ำอัฐบานไม่ได้เลย เพราะหัวทุกชนิดจัดเข้าในหมวดหมู่ประเภทอาหาร ถ้าพระฉันก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์
อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ทั้งห้าอย่างนี้ เป็นพุทธานุญาต ฉันในเวลาวิกาลได้ ถ้าพระรับประเคนแล้ว ให้เก็บไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน ถ้าเกิน ๗ วันแล้วพระฉัน จะเป็นอาบัติทุกคำกลืน
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง มาตีความไปว่า นมกล่องทุกประเภท น้ำเต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง น้ำยาคู และน้ำอื่นๆอีก สงเคราะห์เข้ากับเนยใสเนยข้น พระเณร แม่ชี และผู้รักษาศีล ๘ ฉันได้ ศีลไม่ขาด อาบัติไม่เป็น หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้จัดเข้าประเภทอาหาร ฉันเวลาวิกาลไม่ได้ ต้องฉันไม่ให้เกินเวลาเที่ยงวันเท่านั้น หากมีพระองค์ใดล่วงละเมิดในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ก็จะพูดต่อๆกันไปขยายเป็นวงกว้าง ค้นหาผู้ปล่อยข่าวครั้งแรกก็ไม่ได้ จึงเป็นอันว่า ฟังตามๆกันมาและฉันตามๆกันมา ขอให้พวกเราทั้งหลายจงเข้าใจตามนี้
ฉะนั้นพวกเราเป็นชาวพุทธ ได้ฟังธรรมจากพระสงฆ์ พระสงฆ์ท่านก็สึกษาพระธรรม แล้วนำเอามาอธิบายให้พวกเราฟังต่อๆกันมา ศาสนาพุทธนี้เป็นศาสนาที่มีเหตุผล คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกหมวดหมู่มีเหตุผลเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์ เราต้องฝึกตัวเองให้เป็นผู้มีนิสัยสังเกตในการฟัง ตีความหมายในเรื่องที่รับฟังมาให้เข้าใจ เรื่องไหนผิดเรื่องไหนถูก เอามาวิจัยวิเคราะห์ พิจารณาให้รู้เห็นชัดว่า เรื่องนี้ผิดต้องละทิ้งไป เรื่องนี้ถูกให้ใฝ่ใจรักษาอยู่เสมอ ผู้อธิบายให้เราฟังได้ จะเป็นพระหรือฆราวาส ใครมีความรู้ความสามารถอธิบายความจริงให้เรารับฟังได้ จึงถือว่าผู้นั้นเป็นครูของเรา ใครเอาสิ่งที่ดีหยิบยื่นให้เราเมื่อไร เราจะน้อมกายใจ รับเอาของดีด้วยความเคารพ ถ้าเราเอาทิฏฐิมานะ อัตตา มาเป็นตัวนำหน้า คิดว่าเรารู้กว่าใครๆก็ยากที่จะรับธรรมจากคนอื่นได้ หรือหากได้รับฟังธรรมจากคนอื่น ก็ต้องพิจารณาในเหตุผลว่าพอเชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีมูลเหตุผลพอจะเชื่อได้ก็อย่าไปสนใจ ถ้ามีเหตุผลพอเชื่อถือได้ ก็เอามาเป็นอุบายในการปฏิบัติต่อไป ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีเหตุผลและข้อมูลที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระพุทธศาสนาจะมีความเจริญ ก็เพราะชาวพุทธบริษัทปฏิบัติไปตามคำสอนของเรา พระพุทธศาสนาจะเสื่อม ก็เพราะชาวพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติตามคำสอนของเรา พระองค์ตรัสอย่างนี้มีความชัดเจนมาก
ฉะนั้นให้เรามาพิจารณาตัวเองว่า ขณะนี้เราทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม หรือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ ให้เรามีสติสังเกตดูตัวเองว่า เรามีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ในภาคปริยัติการศึกษา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ถ้าตีความหมายถูกในปริยัติ เมื่อนำมาปฏิบัติก็เป็นสัมมาปฏิบัติ ผลที่ได้รับมีแต่ความถูกต้องชอบธรรม ถ้าตีความหมายในปริยัติผิด เมื่อนำไปปฏิบัติก็เป็นมิจฉาปฏิบัติ ผลที่ได้รับก็ไม่มีความถูกต้องชอบธรรม ไม่เป็นไปในความเจริญในธรรม ไม่เป็นไปในมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด
ในสมัยครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าของเรายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระพุทธเจ้าได้เผยแผ่คำสอนของพระองค์ยาวนานถึง ๔๕ ปี มีผู้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยความตั้งใจ พากันได้บรรลุในมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนมาก เทื่อพระพุทธเจ้าจะสิ้นอายุสังขาร พระองค์ก็ได้วางคำสอนของพระองค์เอาไว้ เพื่อเป็นองค์แทนของพระพุทธเจ้า ดังพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราตถาคตได้อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ให้พวกเธอทั้งหลายเอาพระธรรมวินัยเป็นองค์แทนเรา ให้พากันปฏิบัติตามคำสอนของเราตถาคตที่ได้ตรัสไว้แล้วอย่างชอบธรรม หลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ก็ยังมีพระสาวกทั้งหลายได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มีความแตกฉานในพระธรรมวินัย ในช่วงต่อมา พระบางรูปมีความประพฤติตัวไม่เหมาะสมในพระธรรมวินัย จึงได้ทำสังคายนาถึง ๕ ครั้ง เพื่อเรียบเรียงพระธรรมวินัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ ในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคฎีกาจารย์ ยุคอนุฏีกาจารย์ ในยุคนี้ การตีความในคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มเปลี่ยนไป การตีความในพระธรรมวินัยเริ่มคลาดเคลื่อน แล้วเอาความคลาดเคลื่อนในพระธรรมวินัยไปอบรมสั่งสอนต่อๆกันมา ผู้รับฟังก็ฟังตามๆกันมา พระพุทธเจ้าทรงทราบล่วงหน้าไว้แล้วว่า ในยุคต่อไปจะมีชาวพุทธเชื่อในคำสอนของพระองค์เพียงเชื่อตามๆกันมา นี้เองเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าได้ตรัสในเรื่องความเชื่อตามๆกันมา ว่าจะมีผลเสียต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร พระองค์จึงให้สติแก่พวกเราเอาไว้ว่า อย่าเป็นนิสัยเชื่ออะไรที่ขาดเหตุผล ถ้าคนแรกมีความเห็นผิดแล้วพูดผิด ผู้รับฟังก็เชื่อกันมาอย่างผิดๆ ถ้าคนแรกมีความเห็นถูกและพูดถูก ผู้รับฟังก็เชื่อในทางที่ถูกไปด้วย เขาผิดเราผิดด้วย เขาถูกเราถูกด้วย ผู้มีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า พึ่งสติปัญญาของตัวเองไม่ได้เลย"
จะเอาบุคคลตัวอย่างมาอธิบายให้ฟัง เพื่อเราจะมีความสำนึกได้ว่า การเชื่อตามๆกันมาเป็นผลเสียอย่างไร เราจะได้รู้ในบุคคลตัวอย่างทางที่ไม่ดีเอาไว้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรกับใครมา เราจะได้เอาเรื่องนั้นมาพิจารณาให้รู้เหตุรู้ผลก่อนทุกครั้งแล้วจึงตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง ดังที่จะอธิบายบุคคลตัวอย่างให้เราได้รับรู้ดังนี้ มีในสมัยที่ผ่านมา คณะศรัทธาที่มีความเชื่อง่ายไร้เหตุผล เป้นบุคคลที่หูเบาใจเบา เอาแต่ศรัทธาความเชื่อนำหน้าเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีสติปัญญาเป็นองค์ประกอบ จึงทำให้ศรัทธาความเชื่อผิดหวัง ดังที่มีข่าวเกิดขึ้นผ่านมา มีศรัทธาอีกกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อในครูอาจารย์ของตัวเอง
ครั้งแรกก็มีศรัทธาไม่กี่คน มีการวางแผนเพื่อหาผลประโยชน์ จึงได้ยกเอาครูอาจารย์ของตัวเองเป็นตัวชูโรง ประกาศให้คนนั้นคนนี้ฟัง เรื่องที่พูดไปล้วนแต่เป็นคำสรรเสริญในความโดดเด่นของครูอาจารย์ทั้งนั้น เฉพาะคำที่ว่า ครูอาจารย์เป็นผู้มีคุณธรรมระดับสูงนั้น หมายถึงครูอาจารย์เป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อข่าวนี้พูดต่อกันไปก็กลายเป็นข่าว มีสมาชิกเป็นแนวร่วมในความเชื่อมากขึ้น ข่าวนี้ก็กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และมีคนสำคัญเข้ามาเพื่อให้ความสนับสนุน และมีความเชื่อว่าอาจารย์องค์นี้เป็นอรหันต์องค์จริง จึงได้ประกาศข่าวให้ชาวพุทธที่ไม่มีสติปัญญา มีความเชื่อว่า ท่านเป็นพระอรหันต์อย่างสนิทใจ จึงทุ่มเทเงินทองถวายเป็นจำนวนมาก เพราะถือว่าการให้ทานแก่พระอรหันต์จะได้รับผลบุญมหาศาลหาประมาณมิได้ ในที่สุดก็พากันผิดหวังเมื่อครูอาจารย์ของตัวเองมีนิสัยที่เปลี่ยนไป (ในบาลีว่า อิตฺถี มลํ พรหฺมจริยสฺส ผู้หญิงเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์) เมื่อครูอาจารย์ยังเป็นปุถุชนอยู่ ถึงจะยกให้เป็นพระอรหันต์ก็เพียงสักว่าพูดกันไปเท่านั้น เมื่ออาจารย์ของตัวเองมีเหตุให้เป็นไปตามอนิจจัง ลูกศิษย์ก็มีความผิดหวังไปตามๆกัน
มีลูกศิษย์หลายคนที่มีสติปัญญาอยู่บ้าง พอจะรู้ว่าการเชื่อจากคำบอกเล่าของคนนั้นเป็นความเชื่อตามๆกันมา เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในเหตุแล้ว เชื่อถือไม่ได้เลย แล้วตีตัวออกห่างกันไป เหมือนกับคำว่า ปลาตัวเดียวเน่าทั้งข้อง เอาข้องปลาเทใส่กระจาด เลือกปลาที่เน่า ทิ้งเสีย เก็บปลาตัวที่ไม่เน่ามาทำเป็นอาหารได้ นี้ฉันใด เมื่อรู้แล้วและเข้าใจแล้ว พระองค์นี้มีความไม่เหมาะสมในสมณเพษแล้ว ก็ต้องแยกตัวออกไป เพื่อแสวงหาครูอาจารย์องค์อื่น เราผู้แสวงหาครูอาจารย์ต้องมีสติปัญญาสังเกตดูพระให้ดี เพราะยุคปัจจุบันนี้มีทั้งพระจริงและพระปลอมปะปนกันอยู่ ถ้าดูไม่ดีก็จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทำให้เกิดความผิดหวังซ้ำสองไปได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วว่า อย่าเพิ่งเชื่อในข่าวที่พูดต่อๆกันมาเร็วเกินไป ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาในเรื่องนั้นๆให้มีความรู้เห็นตามความเป็นจริงก่อนจึงเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง คิดว่าพวกเราทั้งหลายมีสติปัญญาช่วยตัวเองได้ จะไม่เชื่อไปตามข่าวลือที่พูดต่อๆกันมาเร็วเกินไป
การฟังตามๆกันมานั้น ที่เรียกว่าข่าวลือ เป็นไปได้ทั้งเรื่องผิดและเรื่องถูก เป็นเรื่องจริงและเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องที่พูดต่อๆกันมา เป็นเรื่องในทางโลกบ้าง เป็นเรื่องในทางธรรมบ้าง ถ้าผู้พูดมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม ผู้ฟังก็จะเชื่อในทางถูกต้องชอบธรรม ถ้าผู้พูดมีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด เราก็จะได้รับฟังและเชื่อไปในทางที่ผิดๆเช่นกัน เหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงให้สติแก่พวกเราว่า อย่าเพิ่งเชื่อเพียงสักว่าฟังตามๆกันมา ให้เอาเรื่องที่ได้รับฟังมานั้นเป็นข้อคิด เมื่อได้ฟังมาในเรื่องใด อย่าได้ตัดสินใจเชื่อในเรื่องอะไรเร็วเกินไป ต้องฟังโดยมีสติปัญญา ให้พิจารณาในเหตุผลก่อนว่า เรื่องนี้พอเชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้ ให้ใช้หลักธรรมาธิปไตยมาเป็นเหตุผล ในการตัดสินใจเชื่อถือ
ศรัทธาหมายถึงความเชื่อ แต่ต้องเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อเท่านั้น เช่นเชื่อว่าอุบายแนวทางในการปฏิบัติอย่างนี้ มีเหตุผลพอเชื่อถือได้ จึงตัดสินใจเชื่อ แนวปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เราก็ไม่เชื่อ ฉะนั้น การฟังธรรมมิใช่ว่าจะเอาความเชื่อเป็นหลักอย่างเดียว ต้องมีสติปัญญาพิจารณาในเหตุผล ให้เข้าใจความผิด ความถูกต้องในธรรมนั้นด้วย ฟังให้รู้จักในความหมายใช้ปัญญามาวิจัยวิเคราะห์ พิจารณาในหมวดธรรม ให้เข้าใจด้วยตัวเอง มิใช่ว่าจะคอยฟังจากที่พูดต่อๆกันมาว่าถูกต้องทั้งหมด
เพราะฉะนั้นการฟังตามๆกันมา จะมีผิดเพี้ยนไปได้ มีหลายประเทศที่ฟังตามๆกันมาแล้วเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงกลายเป็นลัทธิประเพณีไปถึงลูกหลานคนยุคใหม่ ได้ฟังมาก็เชื่อไปตามคนรุ่นเก่า พากันเอาแบบอย่างเชื่อติดต่อกันเรื่อยมา ความเชื่อต่อๆกันมานี้มีทั้งผู้นับถือศาสนา และผู้ไม่นับถือศาสนาอะไร เพราะในโลกนี้มีคนเชื่อไปตามลัทธิประเพณี ติดต่อกันมายาวนาน และปลูกฝังนิสัยให้มีความเชื่อไปตามๆกันเท่านั้น และห้ามอย่างเด็ดขาดลงไปว่า อย่าไปหาเชื้อชาติวงศ์ตระกูลพระเจ้าที่เชื่อถือต่อๆกันมานั้น เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงได้อยู่ในฐานะอันยิ่งใหญ่จนได้รับขนานนามว่าพระเจ้า ถ้าจะเล่าเรื่องความเชื่อในพระเจ้านี้ ก็เป็นความเชื่อต่อๆกันมาตามประเพณี ในโลกนี้พระเจ้าที่คนให้ความเคารพเชื่อถือมีมากทีเดียว นี้ก็เป็นความเชื่อฟังต่อๆกันมา จะมีอยู่เป็นคู่ของโลกนี้ตลอดไป ถ้าได้เข้าใจในภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ จะมีความรู้ดีว่า แต่ละประเทศในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร ก็เพราะได้ฟังต่อๆกันมา เมื่อผู้พูดหลงลืมในตำรา การพูดก็มีความผิดเพี้ยนไปได้ ผู้รับฟังก็จำเอาความผิดเพี้ยนนี้พูดต่อๆกันไป ทำให้คนยุคใหม่เชื่อต่อๆกันไปอีก จะไม่มีที่สิ้นสุดในเรื่องของความเชื่อนี้แต่อย่างใด
การฟังตามๆกันมาอีกรูปแบบหนึ่ง คือ เรื่องการทำน้ำอัฐบาน มี พระ เณร แม่ชี ฆราวาส ที่ไม่เข้าใจในคำว่าน้ำอัฐบานที่ถูกต้อง มีจำนวนมาก ต้นเหตุ คือ พระอ่อนการศึกษาในพระธรรมวินัย ตีความหมายในคำว่า น้ำอัฐบานผิดไป เพียงเข้าใจเอาเองว่า น้ำอัฐบานคือใช้ผ้ากรอง ๘ ครั้ง พระจึงจะฉันได้ การตีความหมายอย่างนี้ เป็นการตีความผิดเป็นอย่างมากทีเดียว ที่จริงคำว่า น้ำอัฐบาน หมายถึงผลไม้ ๘ ชนิด ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำอัฐบานได้ ไม่ใช่ว่ากรอง ๘ ครั้งตามความเข้าใจ หรือใช้ผ้า ๘ ชั้นมากรองก็ไม่ใช่เช่นกัน ความหมายที่ถูกต้องคือ เอาผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง มาทำเป็นน้ำอัฐบาน ใส่น้ำพอสมควร แล้วนำมากรองด้วยผ้า จะกรอง ๑ ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ ข้อสำคัญคือ ไม่ให้น้ำอัฐบานนั้นมีกากเท่านั้น จึงฉันได้ ถ้ากรองแล้ว น้ำยังมีกากปะปนอยู่ พระฉันเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ผิดศีลข้อวิกาลโภชนา จัดเข้าเป็นประเภทอาหาร ให้ท่านได้ไปศึกษาจากหนังสือ บุพเพสิกขาวรรณนา ดู ท่านจะรู้วิธีการทำน้ำอัฐบานที่ถูกต้อง
ผลไม้ที่นำมาทำน้ำอัฐบานมี ๘ อย่าง ดังนี้ ๑. มะม่วงดิบหรือสุก ๒. ลูกหว้าสีชมพู ๓. กล้วยมีเมล็ด ๔. กล้วยไม่มีเมล็ด ๕. มะซาง ๖. ผลจันทน์ ๗. รากบัว ๘. มะปราง
ต่อมา ในยุคอรรถกถาจารย์ ได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า นอกจากผลไม้ ๘ ชนิดนี้แล้ว ผลไม้อย่างอื่นก็นำมาทำน้ำอัฐบานได้ แต่มีข้อแม้ว่า ผลไม้นั้นจะไม่ใหญ่เกินผลมะตูม ให้พวกเราทั้งหลายได้เข้าใจตามนี้ อย่าฟังต่อๆกันมาโดยขาดเหตุผลและหลักฐาน
อีกเรื่องหนึ่งที่ฟังต่อๆกันมาจากพระที่เห็นแก่ปากท้อง ออกความคิดเพื่อจะได้ฉันตามความอยากของตน พูดไปว่า หัวไชเท้า หัวแครอท และหัวอย่างอื่น ก็นำมาทำน้ำอัฐบานได้ ที่จริงแล้ว น้ำอัฐบานจะนำมาทำได้เฉพาะผลไม้เท่านั้น พวกหัวทุกประเภทนำมาทำน้ำอัฐบานไม่ได้เลย เพราะหัวทุกชนิดจัดเข้าในหมวดหมู่ประเภทอาหาร ถ้าพระฉันก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์
อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ทั้งห้าอย่างนี้ เป็นพุทธานุญาต ฉันในเวลาวิกาลได้ ถ้าพระรับประเคนแล้ว ให้เก็บไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน ถ้าเกิน ๗ วันแล้วพระฉัน จะเป็นอาบัติทุกคำกลืน
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง มาตีความไปว่า นมกล่องทุกประเภท น้ำเต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง น้ำยาคู และน้ำอื่นๆอีก สงเคราะห์เข้ากับเนยใสเนยข้น พระเณร แม่ชี และผู้รักษาศีล ๘ ฉันได้ ศีลไม่ขาด อาบัติไม่เป็น หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้จัดเข้าประเภทอาหาร ฉันเวลาวิกาลไม่ได้ ต้องฉันไม่ให้เกินเวลาเที่ยงวันเท่านั้น หากมีพระองค์ใดล่วงละเมิดในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ก็จะพูดต่อๆกันไปขยายเป็นวงกว้าง ค้นหาผู้ปล่อยข่าวครั้งแรกก็ไม่ได้ จึงเป็นอันว่า ฟังตามๆกันมาและฉันตามๆกันมา ขอให้พวกเราทั้งหลายจงเข้าใจตามนี้
ฉะนั้นพวกเราเป็นชาวพุทธ ได้ฟังธรรมจากพระสงฆ์ พระสงฆ์ท่านก็สึกษาพระธรรม แล้วนำเอามาอธิบายให้พวกเราฟังต่อๆกันมา ศาสนาพุทธนี้เป็นศาสนาที่มีเหตุผล คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกหมวดหมู่มีเหตุผลเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์ เราต้องฝึกตัวเองให้เป็นผู้มีนิสัยสังเกตในการฟัง ตีความหมายในเรื่องที่รับฟังมาให้เข้าใจ เรื่องไหนผิดเรื่องไหนถูก เอามาวิจัยวิเคราะห์ พิจารณาให้รู้เห็นชัดว่า เรื่องนี้ผิดต้องละทิ้งไป เรื่องนี้ถูกให้ใฝ่ใจรักษาอยู่เสมอ ผู้อธิบายให้เราฟังได้ จะเป็นพระหรือฆราวาส ใครมีความรู้ความสามารถอธิบายความจริงให้เรารับฟังได้ จึงถือว่าผู้นั้นเป็นครูของเรา ใครเอาสิ่งที่ดีหยิบยื่นให้เราเมื่อไร เราจะน้อมกายใจ รับเอาของดีด้วยความเคารพ ถ้าเราเอาทิฏฐิมานะ อัตตา มาเป็นตัวนำหน้า คิดว่าเรารู้กว่าใครๆก็ยากที่จะรับธรรมจากคนอื่นได้ หรือหากได้รับฟังธรรมจากคนอื่น ก็ต้องพิจารณาในเหตุผลว่าพอเชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีมูลเหตุผลพอจะเชื่อได้ก็อย่าไปสนใจ ถ้ามีเหตุผลพอเชื่อถือได้ ก็เอามาเป็นอุบายในการปฏิบัติต่อไป ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีเหตุผลและข้อมูลที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระพุทธศาสนาจะมีความเจริญ ก็เพราะชาวพุทธบริษัทปฏิบัติไปตามคำสอนของเรา พระพุทธศาสนาจะเสื่อม ก็เพราะชาวพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติตามคำสอนของเรา พระองค์ตรัสอย่างนี้มีความชัดเจนมาก
ฉะนั้นให้เรามาพิจารณาตัวเองว่า ขณะนี้เราทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม หรือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ ให้เรามีสติสังเกตดูตัวเองว่า เรามีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ในภาคปริยัติการศึกษา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ถ้าตีความหมายถูกในปริยัติ เมื่อนำมาปฏิบัติก็เป็นสัมมาปฏิบัติ ผลที่ได้รับมีแต่ความถูกต้องชอบธรรม ถ้าตีความหมายในปริยัติผิด เมื่อนำไปปฏิบัติก็เป็นมิจฉาปฏิบัติ ผลที่ได้รับก็ไม่มีความถูกต้องชอบธรรม ไม่เป็นไปในความเจริญในธรรม ไม่เป็นไปในมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด
ในสมัยครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าของเรายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระพุทธเจ้าได้เผยแผ่คำสอนของพระองค์ยาวนานถึง ๔๕ ปี มีผู้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยความตั้งใจ พากันได้บรรลุในมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนมาก เทื่อพระพุทธเจ้าจะสิ้นอายุสังขาร พระองค์ก็ได้วางคำสอนของพระองค์เอาไว้ เพื่อเป็นองค์แทนของพระพุทธเจ้า ดังพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราตถาคตได้อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ให้พวกเธอทั้งหลายเอาพระธรรมวินัยเป็นองค์แทนเรา ให้พากันปฏิบัติตามคำสอนของเราตถาคตที่ได้ตรัสไว้แล้วอย่างชอบธรรม หลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ก็ยังมีพระสาวกทั้งหลายได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มีความแตกฉานในพระธรรมวินัย ในช่วงต่อมา พระบางรูปมีความประพฤติตัวไม่เหมาะสมในพระธรรมวินัย จึงได้ทำสังคายนาถึง ๕ ครั้ง เพื่อเรียบเรียงพระธรรมวินัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ ในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคฎีกาจารย์ ยุคอนุฏีกาจารย์ ในยุคนี้ การตีความในคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มเปลี่ยนไป การตีความในพระธรรมวินัยเริ่มคลาดเคลื่อน แล้วเอาความคลาดเคลื่อนในพระธรรมวินัยไปอบรมสั่งสอนต่อๆกันมา ผู้รับฟังก็ฟังตามๆกันมา พระพุทธเจ้าทรงทราบล่วงหน้าไว้แล้วว่า ในยุคต่อไปจะมีชาวพุทธเชื่อในคำสอนของพระองค์เพียงเชื่อตามๆกันมา นี้เองเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าได้ตรัสในเรื่องความเชื่อตามๆกันมา ว่าจะมีผลเสียต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร พระองค์จึงให้สติแก่พวกเราเอาไว้ว่า อย่าเป็นนิสัยเชื่ออะไรที่ขาดเหตุผล ถ้าคนแรกมีความเห็นผิดแล้วพูดผิด ผู้รับฟังก็เชื่อกันมาอย่างผิดๆ ถ้าคนแรกมีความเห็นถูกและพูดถูก ผู้รับฟังก็เชื่อในทางที่ถูกไปด้วย เขาผิดเราผิดด้วย เขาถูกเราถูกด้วย ผู้มีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า พึ่งสติปัญญาของตัวเองไม่ได้เลย"
จะเอาบุคคลตัวอย่างมาอธิบายให้ฟัง เพื่อเราจะมีความสำนึกได้ว่า การเชื่อตามๆกันมาเป็นผลเสียอย่างไร เราจะได้รู้ในบุคคลตัวอย่างทางที่ไม่ดีเอาไว้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรกับใครมา เราจะได้เอาเรื่องนั้นมาพิจารณาให้รู้เหตุรู้ผลก่อนทุกครั้งแล้วจึงตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง ดังที่จะอธิบายบุคคลตัวอย่างให้เราได้รับรู้ดังนี้ มีในสมัยที่ผ่านมา คณะศรัทธาที่มีความเชื่อง่ายไร้เหตุผล เป้นบุคคลที่หูเบาใจเบา เอาแต่ศรัทธาความเชื่อนำหน้าเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีสติปัญญาเป็นองค์ประกอบ จึงทำให้ศรัทธาความเชื่อผิดหวัง ดังที่มีข่าวเกิดขึ้นผ่านมา มีศรัทธาอีกกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อในครูอาจารย์ของตัวเอง
ครั้งแรกก็มีศรัทธาไม่กี่คน มีการวางแผนเพื่อหาผลประโยชน์ จึงได้ยกเอาครูอาจารย์ของตัวเองเป็นตัวชูโรง ประกาศให้คนนั้นคนนี้ฟัง เรื่องที่พูดไปล้วนแต่เป็นคำสรรเสริญในความโดดเด่นของครูอาจารย์ทั้งนั้น เฉพาะคำที่ว่า ครูอาจารย์เป็นผู้มีคุณธรรมระดับสูงนั้น หมายถึงครูอาจารย์เป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อข่าวนี้พูดต่อกันไปก็กลายเป็นข่าว มีสมาชิกเป็นแนวร่วมในความเชื่อมากขึ้น ข่าวนี้ก็กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และมีคนสำคัญเข้ามาเพื่อให้ความสนับสนุน และมีความเชื่อว่าอาจารย์องค์นี้เป็นอรหันต์องค์จริง จึงได้ประกาศข่าวให้ชาวพุทธที่ไม่มีสติปัญญา มีความเชื่อว่า ท่านเป็นพระอรหันต์อย่างสนิทใจ จึงทุ่มเทเงินทองถวายเป็นจำนวนมาก เพราะถือว่าการให้ทานแก่พระอรหันต์จะได้รับผลบุญมหาศาลหาประมาณมิได้ ในที่สุดก็พากันผิดหวังเมื่อครูอาจารย์ของตัวเองมีนิสัยที่เปลี่ยนไป (ในบาลีว่า อิตฺถี มลํ พรหฺมจริยสฺส ผู้หญิงเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์) เมื่อครูอาจารย์ยังเป็นปุถุชนอยู่ ถึงจะยกให้เป็นพระอรหันต์ก็เพียงสักว่าพูดกันไปเท่านั้น เมื่ออาจารย์ของตัวเองมีเหตุให้เป็นไปตามอนิจจัง ลูกศิษย์ก็มีความผิดหวังไปตามๆกัน
มีลูกศิษย์หลายคนที่มีสติปัญญาอยู่บ้าง พอจะรู้ว่าการเชื่อจากคำบอกเล่าของคนนั้นเป็นความเชื่อตามๆกันมา เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในเหตุแล้ว เชื่อถือไม่ได้เลย แล้วตีตัวออกห่างกันไป เหมือนกับคำว่า ปลาตัวเดียวเน่าทั้งข้อง เอาข้องปลาเทใส่กระจาด เลือกปลาที่เน่า ทิ้งเสีย เก็บปลาตัวที่ไม่เน่ามาทำเป็นอาหารได้ นี้ฉันใด เมื่อรู้แล้วและเข้าใจแล้ว พระองค์นี้มีความไม่เหมาะสมในสมณเพษแล้ว ก็ต้องแยกตัวออกไป เพื่อแสวงหาครูอาจารย์องค์อื่น เราผู้แสวงหาครูอาจารย์ต้องมีสติปัญญาสังเกตดูพระให้ดี เพราะยุคปัจจุบันนี้มีทั้งพระจริงและพระปลอมปะปนกันอยู่ ถ้าดูไม่ดีก็จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทำให้เกิดความผิดหวังซ้ำสองไปได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วว่า อย่าเพิ่งเชื่อในข่าวที่พูดต่อๆกันมาเร็วเกินไป ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาในเรื่องนั้นๆให้มีความรู้เห็นตามความเป็นจริงก่อนจึงเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง คิดว่าพวกเราทั้งหลายมีสติปัญญาช่วยตัวเองได้ จะไม่เชื่อไปตามข่าวลือที่พูดต่อๆกันมาเร็วเกินไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การดูพระอริยเจ้านั้นดูได้ยาก
การดูพระอริยเจ้านั้น ส่วนมากจะสุ่มเดาตามกิริยาที่แสดงออกมาทางกายและวาจา การดูในลักษณะอย่างนี้ก็ยากที่จะถูกต้องได้ เพราะพระอริยเจ้ากับผู้ยังเป็นปุถุชนมีกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาเหมือน ๆ กัน ถึงท่านผู้นั้นจะได้บรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม จะตัดนิสัยเดิมของท่านเองไม่ได้ นิสัยเป็นมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น เช่น พระสารีบุตรในชาติก่อนมา เคยเป็นลิง นิสัยลิงก็ยังติดตัวมา ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงชอบกระโดดโลดเต้นอยู่เป็นนิสัย เห็นกิ่งไม้ใดพอจะกระโดดจับโหนตัวเล่นก็ต้องทำ หรือเห็นน้ำบ่อพอจะกระโดดข้ามได้ก็ต้องกระโดดไปมา จนพระองค์อื่นเห็นก็เกิดความแปลกใจ ทำไมพระสารีบุตรจึงแสดงในกิริยามรรยาทที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ ไม่สมศักดิ์ศรีที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า เป็นพระอรหันตสาวกข้างขวาของพระพุทธเจ้าเลย จึงมีพระองค์อื่นโจษขานกันขึ้น และเล่าเรื่องของพระสารีบุตรถวายแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสัยเดิมของพระสาวกนั้นละไม่ได้ นิสัยเคยเป็นมาในอดีตมีอย่างไร
การแสดงออกมาทางกายและวาจา ก็ชอบแสดงออกมาอย่างนั้น ฉะนั้น จึงได้เปรียบนิสัยของพระอริยเจ้าและปุถุชนไว้ดังนี้
๑. น้ำลึกเงาลึก ๒. น้ำลึกเงาตื้น ๓. น้ำตื้นเงาลึก ๔. น้ำตื้นเงาตื้น ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นวิธีตัดสินได้ยากมาก เพราะไม่มีญาณหยั่งรู้พิเศษเฉพาะตัว นอกจากจะสุ่มเดาไปเท่านั้น
ข้อ ๑ คำว่า น้ำลึกเงาลึก นั้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว และก็ยังมีนิสัยกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจามีความสุขุมลุ่มลึก เป็นนิสัยเดิมของท่านเป็นมาอย่างนั้น ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็พอจะเดาถูกบ้าง
ข้อ ๒ คำว่า น้ำลึกเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ภายในใจแล้ว แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาไม่มีความสำรวมเลย อยากแสดงตัวอย่างไร อยากพูดอย่างไร ก็เป็นในความไม่สำรวมทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ผิดในพระธรรมวินัย ไม่มีอกิริยาภายในใจ แต่เป็นเพียงกิริยาที่แสดงออกมาเท่านั้น ถ้าหากไปพบเห็นผู้ที่ท่านเป็นนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาภายในใจไปเลยว่า ท่านผู้นี้ยังเป็นปุถุชนทันที เพราะมีนิสัยไม่น่าเคารพเชื่อถือได้เลย
ข้อ ๓ น้ำตื้นเงาลึก หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจ แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจานั้นมีความสุขุมลุ่มลึกมาก การสำรวมทางกาย การสำรวมทางวาจาน่าเลื่อมใส ใครได้พบเห็นแล้วจะเกิดความเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะความบกพร่องในความชั่วร้ายในตัวท่านไม่มี ถ้าได้พบเห็นผู้ที่ท่านมีนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาไปว่าเป็นพระอริยเจ้าทันที
ข้อ ๔ น้ำตื้นเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจเลย กิริยามรรยาทการแสดงออกทางกายทางวาจาไม่มีความสำรวมแต่อย่างใด ทำไปพูดไปตามใจชอบ ถ้าหากพบเห็นท่านผู้ใดมีกิริยาการแสดงออกมาอย่างนี้ ก็จะพอเดาถูกอยู่บ้าง
ถ้าจะดูนิสัยน้ำลึกเงาตื้น หรือดูนิสัยน้ำตื้นเงาลึก คิดว่าท่านจะต้องเดาผิดอย่างแน่นอน ฉะนั้น การสุ่มเดาว่าใครเป็นพระอริยเจ้า และใครเป็นปุถุชนนั้น จึงยากที่จะสุ่มเดาให้ถูกทั้งหมดได้ ถึงพระอริยเจ้าด้วยกันก็ยังไม่รู้กันทั้งหมดได้ เช่น พระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันก็ยังไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามี พระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีได้ พระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอรหันต์ได้ แม้พระอรหันต์องค์ที่ท่านไม่มีญาณพิเศษส่วนตัว ก็ไม่สามารถรู้ภูมิธรรมขององค์อื่นได้ แต่เมื่อได้สนทนาธรรมกันแล้ว ท่านจะรู้ทันทีว่า ท่านผู้นั้นมีภูมิธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ทันที ในบางกรณีพระอรหันต์ก็ย่อมรู้กันได้ หรือรู้ภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นอื่นได้ด้วย นั่นคือ เป็นผู้มีนิสัยเกี่ยวข้องกันมาในอดีต เคยสร้างบารมีร่วมกันมา และเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาหลายภพหลายชาติ ถ้าในกรณีอย่างนี้ก็พอรู้กันบ้าง ถึงจะรู้ท่านก็ไม่โฆษณา นอกจากว่าจะพูดเป็นนัย ๆ ให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังบางโอกาสเท่านั้น เช่นว่า เพชรน้ำหนึ่งอยู่ที่โน้นที่นี้ หรือพูดว่า ท่านองค์นั้นมีสติดีแล้วนะ อย่างนี้เป็นต้น
เมื่อศาสนาล่วงเลยมาจนบัดนี้แล้ว ความคิดเห็นของแต่ละท่านก็ย่อมมีความแตกต่างกันไป ดังได้ยินอยู่เสมอว่า ในยุคนี้สมัยนี้ ไม่มีพระอรหันต์เกิดขึ้นได้เลย เพราะหมดยุคหมดสมัยไปแล้ว ส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจกันอย่างนี้ แต่ก็ยังมีผู้เชื่อว่าในยุคนี้สมัยนี้ยังมีพระอรหันต์อยู่ แต่ก็มีน้อยองค์ จะนับเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาไม่ได้ ดังคำว่า เมื่อใดยังมีผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ เมื่อนั้นจะไม่ขาดจากพระอรหันต์ ถึงจะมีพระอรหันต์ หรือพระอริยเจ้าขั้นอื่น ๆ น้อยก็ตาม ก็ยังนับว่ายังมีอยู่นั้นเอง ถ้าหากมีคำถามว่า
ในยุคนี้สมัยนี้ถ้าหากยังมีพระอรหันต์อยู่จริง ว่าใครเป็นพระอรหันต์ ก็บอกแล้วว่าดูยากมาก ถ้าหากจะดูจริง ๆ ก็ดูอัฐิของหลวงพ่อต่าง ๆ ที่ถูกเผาไปก็แล้วกัน ถ้าอัฐินั้นได้แปรสภาพเป็นเม็ดใสเหมือนกับเมล็ดงา หรือมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หลักจากเผาไปแล้วไม่นานนัก นั้นแหละคือพระอรหันต์โดยแท้ ส่วนพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน อัฐิยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะมีกิเลสภายในใจละยังไม่หมด บางท่านยังเข้าใจว่า อัฐิได้แปรสภาพเป็นพระธาตุตั้งแต่ภูมิธรรมพระโสดาบันขึ้นไป ความเข้าใจอย่างนี้ไม่มีประวัติในครั้งพุทธกาลเลย ถ้าเช่นนั้น พระโสดาบันผู้ที่จะไปเกิดอีก ๗ ชาติข้างหน้าโน้น แต่ละชาติภูมิธรรมก็ไม่ได้เสื่อมไปจากใจ เมื่อตายไปแต่ละชาติ อัฐิก็จะกลายเป็นพระธาตุทุกชาติไปอย่างนั้นหรือ บางท่านก็เข้าใจว่า การอธิษฐานให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุก็เป็นได้ นี้ความเข้าใจของคนเรา จึงมีความแตกต่างกันไป ดังได้ยินว่า อัฐิของหลวงปู่องค์นั้นได้แปรสภาพเป็นพระธาตุขึ้นมาแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็สวนขึ้นมาทันทีว่า เรื่องไร้สาระหาวิธีหลอกประชาชนให้งมงาย คนประเภทนี้ก็มีอยู่ในโลก ไม่ยอมรับความจริงจากใคร ๆ ไม่ว่าในยุคนี้หรือครั้งพุทธกาล แม้พระพุทธเจ้าของเรา ก็ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง ฉะนั้น ในโลกนี้จึงเกิดลัทธิขึ้นมาเป็นกลุ่มเป็นคณะ แต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ก็พยายามปกป้องในกลุ่มตัวเองและปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โจมตีกันไปว่าฝ่ายโน้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ไป ในที่สุดก็เกิดสงครามน้ำลายกัน หรือมากกว่านี้ก็ใช้เครื่องทุ่นแรง มีปืน มีระเบิดเข้าถล่มกัน ล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย ลักษณะอย่างนี้นับวันจะเกิดความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่คือความแปรปรวนที่เป็นธรรมชาติของสัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อถึงกาลเวลาแล้วจะต้องเป็นไปในตัวของมนุษย์เอง อาวุธทุกประเภทที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ก็เพื่อสังหารในหมู่มนุษย์กันเองมิใช่หรือ
ฉะนั้น นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้ปัญญาชนผู้มีเหตุผลเป็นส่วนตัว ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า การเปลี่ยนไปในสังคมโลก จะเบี่ยงเบนไปในทางทิศใด ถ้าหากเราจะพิจารณาย้อนหลังลงไปสัก ๕๐ - ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว มาเปรียบเทียบดูในสังคมยุคปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วให้คาดการณ์ล่วงหน้าไปอีกสัก ๑๐๐ - ๒๐๐ ปีข้างหน้า ก็จะรู้ว่าสังคมในหมู่มนุษย์ทั่วโลกย่อมมีการเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้น ขอนักปฏิบัติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต บุญกุศลใดที่เราจะพึงทำในขณะนี้ก็รีบทำเอาเสีย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตเราจะหมดไปเมื่อไร เมื่อถึงวันนั้นแล้วจะปรับตัวไม่ทัน ดังเราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เอง และบุญกุศลที่ได้พิมพ์หนังสือประวัติหลวงพ่อทูลในครั้งนี้ ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้ได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมในชาติปัจจุบันนี้เทอญ.
การแสดงออกมาทางกายและวาจา ก็ชอบแสดงออกมาอย่างนั้น ฉะนั้น จึงได้เปรียบนิสัยของพระอริยเจ้าและปุถุชนไว้ดังนี้
๑. น้ำลึกเงาลึก ๒. น้ำลึกเงาตื้น ๓. น้ำตื้นเงาลึก ๔. น้ำตื้นเงาตื้น ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นวิธีตัดสินได้ยากมาก เพราะไม่มีญาณหยั่งรู้พิเศษเฉพาะตัว นอกจากจะสุ่มเดาไปเท่านั้น
ข้อ ๑ คำว่า น้ำลึกเงาลึก นั้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว และก็ยังมีนิสัยกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจามีความสุขุมลุ่มลึก เป็นนิสัยเดิมของท่านเป็นมาอย่างนั้น ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็พอจะเดาถูกบ้าง
ข้อ ๒ คำว่า น้ำลึกเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ภายในใจแล้ว แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาไม่มีความสำรวมเลย อยากแสดงตัวอย่างไร อยากพูดอย่างไร ก็เป็นในความไม่สำรวมทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ผิดในพระธรรมวินัย ไม่มีอกิริยาภายในใจ แต่เป็นเพียงกิริยาที่แสดงออกมาเท่านั้น ถ้าหากไปพบเห็นผู้ที่ท่านเป็นนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาภายในใจไปเลยว่า ท่านผู้นี้ยังเป็นปุถุชนทันที เพราะมีนิสัยไม่น่าเคารพเชื่อถือได้เลย
ข้อ ๓ น้ำตื้นเงาลึก หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจ แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจานั้นมีความสุขุมลุ่มลึกมาก การสำรวมทางกาย การสำรวมทางวาจาน่าเลื่อมใส ใครได้พบเห็นแล้วจะเกิดความเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะความบกพร่องในความชั่วร้ายในตัวท่านไม่มี ถ้าได้พบเห็นผู้ที่ท่านมีนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาไปว่าเป็นพระอริยเจ้าทันที
ข้อ ๔ น้ำตื้นเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจเลย กิริยามรรยาทการแสดงออกทางกายทางวาจาไม่มีความสำรวมแต่อย่างใด ทำไปพูดไปตามใจชอบ ถ้าหากพบเห็นท่านผู้ใดมีกิริยาการแสดงออกมาอย่างนี้ ก็จะพอเดาถูกอยู่บ้าง
ถ้าจะดูนิสัยน้ำลึกเงาตื้น หรือดูนิสัยน้ำตื้นเงาลึก คิดว่าท่านจะต้องเดาผิดอย่างแน่นอน ฉะนั้น การสุ่มเดาว่าใครเป็นพระอริยเจ้า และใครเป็นปุถุชนนั้น จึงยากที่จะสุ่มเดาให้ถูกทั้งหมดได้ ถึงพระอริยเจ้าด้วยกันก็ยังไม่รู้กันทั้งหมดได้ เช่น พระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันก็ยังไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามี พระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีได้ พระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอรหันต์ได้ แม้พระอรหันต์องค์ที่ท่านไม่มีญาณพิเศษส่วนตัว ก็ไม่สามารถรู้ภูมิธรรมขององค์อื่นได้ แต่เมื่อได้สนทนาธรรมกันแล้ว ท่านจะรู้ทันทีว่า ท่านผู้นั้นมีภูมิธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ทันที ในบางกรณีพระอรหันต์ก็ย่อมรู้กันได้ หรือรู้ภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นอื่นได้ด้วย นั่นคือ เป็นผู้มีนิสัยเกี่ยวข้องกันมาในอดีต เคยสร้างบารมีร่วมกันมา และเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาหลายภพหลายชาติ ถ้าในกรณีอย่างนี้ก็พอรู้กันบ้าง ถึงจะรู้ท่านก็ไม่โฆษณา นอกจากว่าจะพูดเป็นนัย ๆ ให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังบางโอกาสเท่านั้น เช่นว่า เพชรน้ำหนึ่งอยู่ที่โน้นที่นี้ หรือพูดว่า ท่านองค์นั้นมีสติดีแล้วนะ อย่างนี้เป็นต้น
เมื่อศาสนาล่วงเลยมาจนบัดนี้แล้ว ความคิดเห็นของแต่ละท่านก็ย่อมมีความแตกต่างกันไป ดังได้ยินอยู่เสมอว่า ในยุคนี้สมัยนี้ ไม่มีพระอรหันต์เกิดขึ้นได้เลย เพราะหมดยุคหมดสมัยไปแล้ว ส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจกันอย่างนี้ แต่ก็ยังมีผู้เชื่อว่าในยุคนี้สมัยนี้ยังมีพระอรหันต์อยู่ แต่ก็มีน้อยองค์ จะนับเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาไม่ได้ ดังคำว่า เมื่อใดยังมีผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ เมื่อนั้นจะไม่ขาดจากพระอรหันต์ ถึงจะมีพระอรหันต์ หรือพระอริยเจ้าขั้นอื่น ๆ น้อยก็ตาม ก็ยังนับว่ายังมีอยู่นั้นเอง ถ้าหากมีคำถามว่า
ในยุคนี้สมัยนี้ถ้าหากยังมีพระอรหันต์อยู่จริง ว่าใครเป็นพระอรหันต์ ก็บอกแล้วว่าดูยากมาก ถ้าหากจะดูจริง ๆ ก็ดูอัฐิของหลวงพ่อต่าง ๆ ที่ถูกเผาไปก็แล้วกัน ถ้าอัฐินั้นได้แปรสภาพเป็นเม็ดใสเหมือนกับเมล็ดงา หรือมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หลักจากเผาไปแล้วไม่นานนัก นั้นแหละคือพระอรหันต์โดยแท้ ส่วนพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน อัฐิยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะมีกิเลสภายในใจละยังไม่หมด บางท่านยังเข้าใจว่า อัฐิได้แปรสภาพเป็นพระธาตุตั้งแต่ภูมิธรรมพระโสดาบันขึ้นไป ความเข้าใจอย่างนี้ไม่มีประวัติในครั้งพุทธกาลเลย ถ้าเช่นนั้น พระโสดาบันผู้ที่จะไปเกิดอีก ๗ ชาติข้างหน้าโน้น แต่ละชาติภูมิธรรมก็ไม่ได้เสื่อมไปจากใจ เมื่อตายไปแต่ละชาติ อัฐิก็จะกลายเป็นพระธาตุทุกชาติไปอย่างนั้นหรือ บางท่านก็เข้าใจว่า การอธิษฐานให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุก็เป็นได้ นี้ความเข้าใจของคนเรา จึงมีความแตกต่างกันไป ดังได้ยินว่า อัฐิของหลวงปู่องค์นั้นได้แปรสภาพเป็นพระธาตุขึ้นมาแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็สวนขึ้นมาทันทีว่า เรื่องไร้สาระหาวิธีหลอกประชาชนให้งมงาย คนประเภทนี้ก็มีอยู่ในโลก ไม่ยอมรับความจริงจากใคร ๆ ไม่ว่าในยุคนี้หรือครั้งพุทธกาล แม้พระพุทธเจ้าของเรา ก็ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง ฉะนั้น ในโลกนี้จึงเกิดลัทธิขึ้นมาเป็นกลุ่มเป็นคณะ แต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ก็พยายามปกป้องในกลุ่มตัวเองและปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โจมตีกันไปว่าฝ่ายโน้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ไป ในที่สุดก็เกิดสงครามน้ำลายกัน หรือมากกว่านี้ก็ใช้เครื่องทุ่นแรง มีปืน มีระเบิดเข้าถล่มกัน ล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย ลักษณะอย่างนี้นับวันจะเกิดความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่คือความแปรปรวนที่เป็นธรรมชาติของสัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อถึงกาลเวลาแล้วจะต้องเป็นไปในตัวของมนุษย์เอง อาวุธทุกประเภทที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ก็เพื่อสังหารในหมู่มนุษย์กันเองมิใช่หรือ
ฉะนั้น นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้ปัญญาชนผู้มีเหตุผลเป็นส่วนตัว ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า การเปลี่ยนไปในสังคมโลก จะเบี่ยงเบนไปในทางทิศใด ถ้าหากเราจะพิจารณาย้อนหลังลงไปสัก ๕๐ - ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว มาเปรียบเทียบดูในสังคมยุคปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วให้คาดการณ์ล่วงหน้าไปอีกสัก ๑๐๐ - ๒๐๐ ปีข้างหน้า ก็จะรู้ว่าสังคมในหมู่มนุษย์ทั่วโลกย่อมมีการเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้น ขอนักปฏิบัติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต บุญกุศลใดที่เราจะพึงทำในขณะนี้ก็รีบทำเอาเสีย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตเราจะหมดไปเมื่อไร เมื่อถึงวันนั้นแล้วจะปรับตัวไม่ทัน ดังเราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เอง และบุญกุศลที่ได้พิมพ์หนังสือประวัติหลวงพ่อทูลในครั้งนี้ ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้ได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมในชาติปัจจุบันนี้เทอญ.
สมาธิวิธี

การทำสมาธิ ให้จิตมีความสงบนั้น เป็นส่วนสำคัญอยู่มาก จำเป็นต้องฝึกให้จิตได้มีความสงบอยู่เสมอจะสงบน้อยสงบมากนั้น จะบังคับให้เป็นไปตามใจชอบไม่ได้ หลาย ๆ ครั้ง นั่งสมาธิจิตไม่สงบเลยก็มีในช่วงที่จิตไม่สงบนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนอุบายในการทำสมาธิแล้วน้อมไปในการใช้ปัญญาพิจารณาแทน การใช้ปัญญาพิจารณานั้น ก็ได้อธิบายไว้แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะนิสัยไม่เหมือนกัน บางท่านก็หนักไปในการทำความสงบของสมาธิแล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาทีหลัง บางท่านก็หนักไปในทางปัญญา พิจารณาในสรรพสังขารต่าง ๆ ให้ลงสู่ไตรลักษณ์ แล้วจึงหวนกลับมาทำสมาธิทีหลังการทำสมาธิเราต้องศึกษาให้เข้าใจเพราะสมาธิมีทั้งขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ถ้าจิตต้องการพักในสมาธิขั้นละเอียดอยู่นาน ๆ ก็ต้องปล่อยให้จิตได้พักในความสงบเต็มที่อย่าไปบังคับให้จิตถอนตัวเมื่อมีความพอตัวในสมาธิแล้วจิตจะถอนออกจากสมาธิเองแล้วน้อมไปใช้ในการพิจารณาด้วยปัญญา การทำสมาธิมีหลายอุบายในครั้งพุทธกาลท่านอธิบายไว้ถึง 20 อุบาย แต่ทุกวันนี้มีนักปฏิบัติได้ทำกันอยู่แล้ว ส่วนคำบริกรรมจะต่างกันไม่สำคัญ จะนึกคำบริกรรมอะไรก็ได้ ข้อสำคัญให้มีจิตมีความสงบเท่านั้นเอง เช่น นึกคำบริกรรมว่า พุทโธ หายใจเข้านึกว่า พุทหายใจออกนึกว่าโธ ถ้านิสัยถูกกับคำบริกรรมอย่างนี้ก็ให้ตั้งใจนึกบ่อย ๆ จนมีความชำนาญตั้งจะได้อธิบายในวิธีฝึกสมาธิไว้ในที่นี้สักสี่อุบาย ก่อนจะนั่งสมาธิทุกครั้งให้พนมมือแล้วนึกคำอธิษฐานดังนี้ สาธุ ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนา เพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า เพื่อบูชาคุณพระธรรม เพื่อบูชาคุณพระอริยสงฆ์ บูชาคุณบิดา บูชาคุณมารดา บูชาครูอุปัชฌาย์อาจารย์ กับทั้งผู้มีพระคุณทั้งหลายขอให้ข้าพเจ้าจงมีสติมีใจอันสงบรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมทั้งหลายด้วยเทอญขออย่างได้มีกรรมมีเวรแก่กันและกันขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับส่วนบุญจากข้าพเจ้าโดยอนุโมทนาเองเถิดเสร็จแล้วเอามือวางลงบนตักเอามือขวาวางทับมือซ้ายดำรงสติให้มีความมั่นคงภายในใจให้ทำความรู้สึกทำใจให้อยู่ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้ แล้วจึงกำหนดจิตทำสมาธิภาวนาต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
