วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การดูพระอริยเจ้านั้นดูได้ยาก

การดูพระอริยเจ้านั้น ส่วนมากจะสุ่มเดาตามกิริยาที่แสดงออกมาทางกายและวาจา การดูในลักษณะอย่างนี้ก็ยากที่จะถูกต้องได้ เพราะพระอริยเจ้ากับผู้ยังเป็นปุถุชนมีกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาเหมือน ๆ กัน ถึงท่านผู้นั้นจะได้บรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม จะตัดนิสัยเดิมของท่านเองไม่ได้ นิสัยเป็นมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น เช่น พระสารีบุตรในชาติก่อนมา เคยเป็นลิง นิสัยลิงก็ยังติดตัวมา ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงชอบกระโดดโลดเต้นอยู่เป็นนิสัย เห็นกิ่งไม้ใดพอจะกระโดดจับโหนตัวเล่นก็ต้องทำ หรือเห็นน้ำบ่อพอจะกระโดดข้ามได้ก็ต้องกระโดดไปมา จนพระองค์อื่นเห็นก็เกิดความแปลกใจ ทำไมพระสารีบุตรจึงแสดงในกิริยามรรยาทที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ ไม่สมศักดิ์ศรีที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า เป็นพระอรหันตสาวกข้างขวาของพระพุทธเจ้าเลย จึงมีพระองค์อื่นโจษขานกันขึ้น และเล่าเรื่องของพระสารีบุตรถวายแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสัยเดิมของพระสาวกนั้นละไม่ได้ นิสัยเคยเป็นมาในอดีตมีอย่างไร
การแสดงออกมาทางกายและวาจา ก็ชอบแสดงออกมาอย่างนั้น ฉะนั้น จึงได้เปรียบนิสัยของพระอริยเจ้าและปุถุชนไว้ดังนี้
๑. น้ำลึกเงาลึก ๒. น้ำลึกเงาตื้น ๓. น้ำตื้นเงาลึก ๔. น้ำตื้นเงาตื้น ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นวิธีตัดสินได้ยากมาก เพราะไม่มีญาณหยั่งรู้พิเศษเฉพาะตัว นอกจากจะสุ่มเดาไปเท่านั้น
ข้อ ๑ คำว่า น้ำลึกเงาลึก นั้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว และก็ยังมีนิสัยกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจามีความสุขุมลุ่มลึก เป็นนิสัยเดิมของท่านเป็นมาอย่างนั้น ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็พอจะเดาถูกบ้าง
ข้อ ๒ คำว่า น้ำลึกเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ภายในใจแล้ว แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาไม่มีความสำรวมเลย อยากแสดงตัวอย่างไร อยากพูดอย่างไร ก็เป็นในความไม่สำรวมทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ผิดในพระธรรมวินัย ไม่มีอกิริยาภายในใจ แต่เป็นเพียงกิริยาที่แสดงออกมาเท่านั้น ถ้าหากไปพบเห็นผู้ที่ท่านเป็นนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาภายในใจไปเลยว่า ท่านผู้นี้ยังเป็นปุถุชนทันที เพราะมีนิสัยไม่น่าเคารพเชื่อถือได้เลย
ข้อ ๓ น้ำตื้นเงาลึก หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจ แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจานั้นมีความสุขุมลุ่มลึกมาก การสำรวมทางกาย การสำรวมทางวาจาน่าเลื่อมใส ใครได้พบเห็นแล้วจะเกิดความเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะความบกพร่องในความชั่วร้ายในตัวท่านไม่มี ถ้าได้พบเห็นผู้ที่ท่านมีนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาไปว่าเป็นพระอริยเจ้าทันที
ข้อ ๔ น้ำตื้นเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจเลย กิริยามรรยาทการแสดงออกทางกายทางวาจาไม่มีความสำรวมแต่อย่างใด ทำไปพูดไปตามใจชอบ ถ้าหากพบเห็นท่านผู้ใดมีกิริยาการแสดงออกมาอย่างนี้ ก็จะพอเดาถูกอยู่บ้าง
ถ้าจะดูนิสัยน้ำลึกเงาตื้น หรือดูนิสัยน้ำตื้นเงาลึก คิดว่าท่านจะต้องเดาผิดอย่างแน่นอน ฉะนั้น การสุ่มเดาว่าใครเป็นพระอริยเจ้า และใครเป็นปุถุชนนั้น จึงยากที่จะสุ่มเดาให้ถูกทั้งหมดได้ ถึงพระอริยเจ้าด้วยกันก็ยังไม่รู้กันทั้งหมดได้ เช่น พระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันก็ยังไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามี พระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีได้ พระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอรหันต์ได้ แม้พระอรหันต์องค์ที่ท่านไม่มีญาณพิเศษส่วนตัว ก็ไม่สามารถรู้ภูมิธรรมขององค์อื่นได้ แต่เมื่อได้สนทนาธรรมกันแล้ว ท่านจะรู้ทันทีว่า ท่านผู้นั้นมีภูมิธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ทันที ในบางกรณีพระอรหันต์ก็ย่อมรู้กันได้ หรือรู้ภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นอื่นได้ด้วย นั่นคือ เป็นผู้มีนิสัยเกี่ยวข้องกันมาในอดีต เคยสร้างบารมีร่วมกันมา และเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาหลายภพหลายชาติ ถ้าในกรณีอย่างนี้ก็พอรู้กันบ้าง ถึงจะรู้ท่านก็ไม่โฆษณา นอกจากว่าจะพูดเป็นนัย ๆ ให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังบางโอกาสเท่านั้น เช่นว่า เพชรน้ำหนึ่งอยู่ที่โน้นที่นี้ หรือพูดว่า ท่านองค์นั้นมีสติดีแล้วนะ อย่างนี้เป็นต้น
เมื่อศาสนาล่วงเลยมาจนบัดนี้แล้ว ความคิดเห็นของแต่ละท่านก็ย่อมมีความแตกต่างกันไป ดังได้ยินอยู่เสมอว่า ในยุคนี้สมัยนี้ ไม่มีพระอรหันต์เกิดขึ้นได้เลย เพราะหมดยุคหมดสมัยไปแล้ว ส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจกันอย่างนี้ แต่ก็ยังมีผู้เชื่อว่าในยุคนี้สมัยนี้ยังมีพระอรหันต์อยู่ แต่ก็มีน้อยองค์ จะนับเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาไม่ได้ ดังคำว่า เมื่อใดยังมีผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ เมื่อนั้นจะไม่ขาดจากพระอรหันต์ ถึงจะมีพระอรหันต์ หรือพระอริยเจ้าขั้นอื่น ๆ น้อยก็ตาม ก็ยังนับว่ายังมีอยู่นั้นเอง ถ้าหากมีคำถามว่า
ในยุคนี้สมัยนี้ถ้าหากยังมีพระอรหันต์อยู่จริง ว่าใครเป็นพระอรหันต์ ก็บอกแล้วว่าดูยากมาก ถ้าหากจะดูจริง ๆ ก็ดูอัฐิของหลวงพ่อต่าง ๆ ที่ถูกเผาไปก็แล้วกัน ถ้าอัฐินั้นได้แปรสภาพเป็นเม็ดใสเหมือนกับเมล็ดงา หรือมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หลักจากเผาไปแล้วไม่นานนัก นั้นแหละคือพระอรหันต์โดยแท้ ส่วนพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน อัฐิยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะมีกิเลสภายในใจละยังไม่หมด บางท่านยังเข้าใจว่า อัฐิได้แปรสภาพเป็นพระธาตุตั้งแต่ภูมิธรรมพระโสดาบันขึ้นไป ความเข้าใจอย่างนี้ไม่มีประวัติในครั้งพุทธกาลเลย ถ้าเช่นนั้น พระโสดาบันผู้ที่จะไปเกิดอีก ๗ ชาติข้างหน้าโน้น แต่ละชาติภูมิธรรมก็ไม่ได้เสื่อมไปจากใจ เมื่อตายไปแต่ละชาติ อัฐิก็จะกลายเป็นพระธาตุทุกชาติไปอย่างนั้นหรือ บางท่านก็เข้าใจว่า การอธิษฐานให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุก็เป็นได้ นี้ความเข้าใจของคนเรา จึงมีความแตกต่างกันไป ดังได้ยินว่า อัฐิของหลวงปู่องค์นั้นได้แปรสภาพเป็นพระธาตุขึ้นมาแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็สวนขึ้นมาทันทีว่า เรื่องไร้สาระหาวิธีหลอกประชาชนให้งมงาย คนประเภทนี้ก็มีอยู่ในโลก ไม่ยอมรับความจริงจากใคร ๆ ไม่ว่าในยุคนี้หรือครั้งพุทธกาล แม้พระพุทธเจ้าของเรา ก็ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง ฉะนั้น ในโลกนี้จึงเกิดลัทธิขึ้นมาเป็นกลุ่มเป็นคณะ แต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ก็พยายามปกป้องในกลุ่มตัวเองและปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โจมตีกันไปว่าฝ่ายโน้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ไป ในที่สุดก็เกิดสงครามน้ำลายกัน หรือมากกว่านี้ก็ใช้เครื่องทุ่นแรง มีปืน มีระเบิดเข้าถล่มกัน ล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย ลักษณะอย่างนี้นับวันจะเกิดความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่คือความแปรปรวนที่เป็นธรรมชาติของสัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อถึงกาลเวลาแล้วจะต้องเป็นไปในตัวของมนุษย์เอง อาวุธทุกประเภทที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ก็เพื่อสังหารในหมู่มนุษย์กันเองมิใช่หรือ
ฉะนั้น นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้ปัญญาชนผู้มีเหตุผลเป็นส่วนตัว ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า การเปลี่ยนไปในสังคมโลก จะเบี่ยงเบนไปในทางทิศใด ถ้าหากเราจะพิจารณาย้อนหลังลงไปสัก ๕๐ - ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว มาเปรียบเทียบดูในสังคมยุคปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วให้คาดการณ์ล่วงหน้าไปอีกสัก ๑๐๐ - ๒๐๐ ปีข้างหน้า ก็จะรู้ว่าสังคมในหมู่มนุษย์ทั่วโลกย่อมมีการเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้น ขอนักปฏิบัติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต บุญกุศลใดที่เราจะพึงทำในขณะนี้ก็รีบทำเอาเสีย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตเราจะหมดไปเมื่อไร เมื่อถึงวันนั้นแล้วจะปรับตัวไม่ทัน ดังเราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เอง และบุญกุศลที่ได้พิมพ์หนังสือประวัติหลวงพ่อทูลในครั้งนี้ ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้ได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมในชาติปัจจุบันนี้เทอญ.

สมาธิวิธี


การทำสมาธิ ให้จิตมีความสงบนั้น เป็นส่วนสำคัญอยู่มาก จำเป็นต้องฝึกให้จิตได้มีความสงบอยู่เสมอจะสงบน้อยสงบมากนั้น จะบังคับให้เป็นไปตามใจชอบไม่ได้ หลาย ๆ ครั้ง นั่งสมาธิจิตไม่สงบเลยก็มีในช่วงที่จิตไม่สงบนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนอุบายในการทำสมาธิแล้วน้อมไปในการใช้ปัญญาพิจารณาแทน การใช้ปัญญาพิจารณานั้น ก็ได้อธิบายไว้แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะนิสัยไม่เหมือนกัน บางท่านก็หนักไปในการทำความสงบของสมาธิแล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาทีหลัง บางท่านก็หนักไปในทางปัญญา พิจารณาในสรรพสังขารต่าง ๆ ให้ลงสู่ไตรลักษณ์ แล้วจึงหวนกลับมาทำสมาธิทีหลังการทำสมาธิเราต้องศึกษาให้เข้าใจเพราะสมาธิมีทั้งขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ถ้าจิตต้องการพักในสมาธิขั้นละเอียดอยู่นาน ๆ ก็ต้องปล่อยให้จิตได้พักในความสงบเต็มที่อย่าไปบังคับให้จิตถอนตัวเมื่อมีความพอตัวในสมาธิแล้วจิตจะถอนออกจากสมาธิเองแล้วน้อมไปใช้ในการพิจารณาด้วยปัญญา การทำสมาธิมีหลายอุบายในครั้งพุทธกาลท่านอธิบายไว้ถึง 20 อุบาย แต่ทุกวันนี้มีนักปฏิบัติได้ทำกันอยู่แล้ว ส่วนคำบริกรรมจะต่างกันไม่สำคัญ จะนึกคำบริกรรมอะไรก็ได้ ข้อสำคัญให้มีจิตมีความสงบเท่านั้นเอง เช่น นึกคำบริกรรมว่า พุทโธ หายใจเข้านึกว่า พุทหายใจออกนึกว่าโธ ถ้านิสัยถูกกับคำบริกรรมอย่างนี้ก็ให้ตั้งใจนึกบ่อย ๆ จนมีความชำนาญตั้งจะได้อธิบายในวิธีฝึกสมาธิไว้ในที่นี้สักสี่อุบาย ก่อนจะนั่งสมาธิทุกครั้งให้พนมมือแล้วนึกคำอธิษฐานดังนี้ สาธุ ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนา เพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า เพื่อบูชาคุณพระธรรม เพื่อบูชาคุณพระอริยสงฆ์ บูชาคุณบิดา บูชาคุณมารดา บูชาครูอุปัชฌาย์อาจารย์ กับทั้งผู้มีพระคุณทั้งหลายขอให้ข้าพเจ้าจงมีสติมีใจอันสงบรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมทั้งหลายด้วยเทอญขออย่างได้มีกรรมมีเวรแก่กันและกันขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับส่วนบุญจากข้าพเจ้าโดยอนุโมทนาเองเถิดเสร็จแล้วเอามือวางลงบนตักเอามือขวาวางทับมือซ้ายดำรงสติให้มีความมั่นคงภายในใจให้ทำความรู้สึกทำใจให้อยู่ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้ แล้วจึงกำหนดจิตทำสมาธิภาวนาต่อไป

การใช้ปัญญาอบรมจิตอยู่เสมอ

ใช้ปัญญาอบรมจิตอยู่เสมอการปฏิบัติธรรม มีอุบายการปฏิบัติอยู่สองประการข้อหนึ่งปฏิบัติเพียงเป็นพิธี ข้อสองปฏิบัติเพื่อถอนรากถอนโคนของกิเลสตัณหาส่วนมากนักปฏิบัติเพื่อถอนรากถอนโคนของกิเลสตัณหานั้นมีน้อยนัก แต่เราผู้หนึ่งที่จะตั้งใจในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมจะต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะใช้สติปัญญาบากบั่นตัดกระแสของกิเลส ตัณหา อวิชชาให้หมดไปจากใจถึง ชีวิตจะหมดไปเพราะการปฏิบัตินั้น ก็ยอมเสียสละเพราะกาลเวลาผ่านมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ใจเราได้ลอยตามกระแสของกิเลสมาตลอด ถ้าจะปล่อยให้ใจลอยไปตามกระแสของกิเลสตัณหาอยู่อย่างนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ ก็จะมีแต่ความทุกข์ตลอดไปเพราะกิเลสยังผลักดันใจให้ทำความชั่วอยู่เสมอ ความหลงใหลในกามคุณก็มีอยู่เต็มใจแทบจะไม่ได้พักผ่อนหลับนอนไม่ถอนตัวเองออกจากหล่มลึกคือกิเลสตัณหานี้เลย ความเคยชินก็จะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปนี้ก็เพราะจิตขาดการอบรมสั่งสอนด้วยปัญญา จึงไม่รู้ว่าอะไรที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ มีแต่ความสนุกสนาน คิดอยู่ในกระแสของโลกจนไม่มีความอิ่มพอเหมือนกับความเพลิดเพลินเล่นในแม่น้ำโดยขาดความสังเกต ไม่มีความสำนึกว่าภัยจะมีอยู่ในแม่น้ำนั้นมีแต่ความสนุกติดพันกันจนแยกตัวไม่ได้เมื่อภัยคือจระเข้ลอยเข้ามาใกล้ตัวเองแล้ว ก็จะหาช่องหลบตัวจากภัยนั้นไม่ทันถึงจะกลัวต่อภัยขนาดไหนก็ไม่สามารถหลบตัวหนีไปได้ จึงกลายเป็นอาหารของจระเข้ไปอย่างน่าเสียดายนี้ฉันใด ใจที่มีความเพลิดเพลินอยู่กับกามคุณ หมกมุ่นอยู่กับความใคร่ ไม่คิดว่าภัยคือความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะมาถึงตน มีแต่ความมืดมนลอยตามกระแสของโลกจนลืมตัว เมื่อภัยคือความแก่ ภัยคือความเจ็บไข้ได้ป่วยคืบคลานเข้ามาถึงตัว จะคว้าหาเอาความดีให้เกิดมีในใจไม่ทันจะหันตัวเข้ามาปฏิบัติภาวนา เวลาก็ไม่อำนวยมีแต่ความกังวลอยู่กับความเจ็บป่วยไม่สบายตลอดทั้งวันเดี๋ยวก็เจ็บที่นั้น เดี๋ยวก็ปวดที่นี้ สติก็ไม่ค่อยมีอยู่กับตนกับตัว มิหนำซ้ำยังไปมั่วอยู่กับลูกหลาน ไปพัวพันอยู่กับวัตถุสมบัติจะมีกำลังใจฝึกหัดภาวนาปฏิบัติไม่ได้เลยในช่วงนี้เองรู้ว่า ความแก่ ความเจ็บป่วยไข้เป็นภัยขนาดไหน ใครที่เกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องได้ประสบพบเห็นเรื่องความทุกข์อย่างนี้เหมือนกันทุกคน ในที่สุดก็ตายไปเสียในช่วงที่มีชีวิตอยู่มีแต่ความประมาทมัวเมาเมื่อชีวิตได้หมดไปแล้วจะเอาสมบัติอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย ฉะนั้นเราต้องใช้ปัญญาพิจารณาทำความเข้าใจกับตัวเองอยู่เสมอ เพราะทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นของของใคร ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครองก็ตาม หรือสิ่งนั้นจะมีราคาแพงสักปานใดก็ตาม จะหาบหามติดตามตัวเองไปไม่ได้เลย เพราะสิ่งนั้นเป็นวัตถุสมบัติของโลก และก็จะตกอยู่กับโลกนี้ตลอดไปใครที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะหามาใช้เพื่อได้รับความสะดวกประจำวันต่อไป เราเป็นนักปฏิบัติของใช้ปัญญาพิจารณาดูความเป็นอยู่ของโลกมนุษย์นี้ให้ชัดเจนให้รู้สภาพความเป็นจริงของโลกนี้ให้ทั่วถึงว่าสมบัติอะไรบ้างที่เราจะมาแย่งชิงเอากับหมู่มนุษย์ด้วยกัน นี้ก็ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่บ่อย ๆ นานเข้าก็จะค่อย ๆ รู้จักความพอดีของตัวเอง นี้ก็เป็นอีกอุบายหนึ่งที่จะทำให้ความโลภภายในใจได้เบาบางลง ฉะนั้นการละความโลภต้องละด้วยอุบายปัญญา มิใช่ว่าจะไปนั่งหลับตาทำสมาธิให้ความโลภหมดไปจากใจ แต่อย่างใด

การเลือกหัวหน้าโคให้ถูกตัว

เลือกหัวหน้าโคให้ถูกตัวนักปฏิบัติผู้แสวงหาธรรม จำเป็นต้องแสวงหาครูอาจารย์เป็นผู้ชี้แนะแนวทางให้เพื่อจะได้วางพื้นฐานในการปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติธรรมต้องฝึกตัวเป็นนักสังเกตที่มีเหตุผลอย่าทำตนเป็นคนเชื่อง่ายใจเบา โดยขาดการพิจารณา ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาในภายหลังเหมือนกับฝูงโคที่แสวงหาหัวหน้าโคเพื่อจะให้นำพาข้ามกระแสแต่หัวหน้าโคนั้นมีหลายตัวจะเลือกเอาหัวหน้าโคตัวไหนเป็นหัวหน้าพานำทางก็ฝูงโคนั้นและเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอาหัวหน้าโคเองถ้าหากเลือกได้หัวหน้าโคที่ไม่เคยข้ามกระแสมาก่อนหัวหน้าโคก็จะพาฝูงโคทั้งหลาย ลอยตามกระแสโค้งวกเวียนไปมาทำให้เสียเวลาและหมดกำลังใจที่จะลอยต่อไปในที่สุดก็จะพาฝูงโคทั้งหลายไปติดอยู่กับกระแสน้ำวังวน จะดิ้นรนจนหมดกำลังก็จะหาทางออกไม่ได้เลย ในที่สุดทั้งหัวหน้าโคและฝูงโคทั้งหลายก็จะพากันจมน้ำตายไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าเลือกได้หัวหน้าโคที่ตาดีมีประสบการณ์รู้จักช่องทางในการข้ามกระแสมาแล้วหัวหน้าโคก็จะพาฝูงโคทั้งหลายข้ามกระแสมาแล้ว หัวหน้าโคก็จะพาฝูงโคทั้งหลายข้ามกระแสให้ถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย เว้นเสียแต่ตัวที่ลอยแหวกแนวออกจากหัวหน้าโคไปเท่านั้น นี้ฉันใด นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายกำลังเตรียมตัวเพื่อจะข้ามกระแสของวัฏสงสารจำเป็นต้องแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องเพราะในยุคนี้ยังมีครูอาจารย์ผู้ที่ท่านได้ปฏิบัติผ่านกระแสโลกมาแล้วยังมีอยู่แต่จะให้ทั่วถึงเหมือนในครั้งพุทธกาลนั้นไม่ได้ เพราะในครั้งพุทธกาลมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขของสงฆ์และพร้อมด้วยพระอริยสาวกเป็นจำนวนมากและเคยผ่านกระแสโลกมาด้วยกันทั้งนั้นความรู้เห็นในสัจธรรมจึงเห็นเป็นสัจธรรมอันเดียวกันจึงได้อบรมสั่งสอนพุทธบริษัทเป็นอุบายเดียวกัน พระอริยเจ้าขั้นไหน ก็ได้สอนตามความสามารถของท่าน พุทธบริษัทได้ฟังธรรมจากองค์ไหนมาธรรมนั้นจะไม่มีความขัดแย้งกัน ไม่ได้ถกเถียงกันว่าองค์นั้นสอนผิด องค์นี้สอนถูก ทุกคนมีความรู้ความเห็นเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีความลังเลสงสัยในการปฏิบัติธรรมว่าจะมีความผิดพลาดจากหลักสัจจธรรม ไม่เป็นธรรมปรามาสคือความลูบคลำในธรรม การปฏิบัติของท่านเหล่านั้นจึงได้บรรลุมรรคผลได้อย่างรวดเร็วฉะนั้นการเลือกครูอาจารย์จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งถึงเราจะเลือกครูอาจารย์ได้แล้วก็ตามเราก็ยังต้องมาเลือกเฟ้นธรรมจากท่านอีกขั้นหนึ่งเพราะธรรมของท่านอธิบายไปนั้นมีหลายอุบายเราจะไปเอาทั้งหมดไม่ได้เราจำเป็นต้องเลือกหาอุบายให้ตรงกับจริตนิสัยตัวเองเหมือนยาแก้ไข้ที่มีอยู่เต็มร้านเราผู้จะไปซื้อยาก็จำเป็นต้องเลือกว่ายาประเภทไหนพอจะถูกกับโรคของเราได้ เราก็เอายาประเภทนั้นมากินโรคของเราจึงจะหายไปได้นี้ฉันใดนักปฏิบัติต้องใช้ปัญญาที่ฉลาดในการเลือกเฟ้นธรรมเพื่อให้เป็นธรรมสัปปายะคือธรรมเป็นที่สบายในการปฏิบัติธรรมมิใช่ว่าครูอาจารย์สอนอย่างไรก็เอาไปปฏิบัติทั้งหมดหรือครูอาจารย์อธิบายในธรรมขั้นสูง ขั้นละเอียด เราก็จะเอาอย่างท่านให้รู้ให้เห็นตามท่านนั้นไม่ได้เราต้องรู้จักขีดขั้นความสามารถของตัวเองเหมือนกันกับเด็กที่กำลังหัดอ่านหนังสือจะอ่านจะเขียนก็ผิด ๆ ถูก ๆ หลักวิชาต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยศึกษาแล้วจะไปเรียนขั้นอุดมศึกษาหรือเรียนหลักสูตรปริญญาโท ปริญญาเอก การศึกษาข้ามขั้นตอนเกินไปมากอย่างนั้นจะเสียเวลาไปเปล่า ๆ จะไม่สำเร็จตามความตั้งใจได้เลยนี่ฉันใดนักปฏิบัติต้องรู้จักฐานของตัวเองก่อนจะรู้ธรรมขั้นสูงได้มิใช่เป็นของง่ายเหมือนเราเข้าใจกันฉะนั้นให้เราได้เลือกเอาธรรมขั้นพื้นฐานมาปฏิบัติไปก่อนจนเกิดความชำนาญแล้วจึงฝึกปฏิบัติธรรมขั้นสูงไปตามลำดับตามที่ความสามารถของเราพร้อมแล้วถึงเราจะมีความรู้ที่เรียนรู้จากปริยัติแล้วก็ตามเราต้องรู้จักการเลือกเฟ้นธรรมมาประกอบการปฏิบัติให้มีความเหมาะสมกับจริตนิสัยตัวเอง การปฏิบัติจึงได้ผลมีความก้าวหน้าไปได้ดีถึงจะมีความรู้ในทางธรรมอยู่มากก็ตามแต่ธรรมบทนั้นยังมีหลายระดับชั้น ธรรมขั้นไหนเราควรนำมาปฏิบัติก่อนธรรมขั้นไหนเราควรนะมาปฏิบัติทีหลังธรรมบทไหนที่มีความจำเป็นกับความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบัน ขณะนี้ใจเรามีกิเลสตัณหาตัวไหนเข้ามาแอบแฝงและควรจะเอาธรรมบทไหนเข้ามาแก้ไขหักล้างให้กิเลสหมดไปเราต้องมีความฉลาดในสติปัญญาของตัวเองจึงจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในใจตัวเองได้